← สารบาญบทสวด
ภาคสอง · พระปริตร

อาฏานาฏิยปริตร

Atanatiya Paritta

วิปัสสิสสะ นะมัตถุจักขุมันตัสสะ สิรีมะโตสิขิสสะปิ นะมัตถุสัพพะภูตานุกัมปิโนเวสสะภุสสะ นะมัตถุนฺหาตะกัสสะ ตะปัสสิโนนะมัตถุ กะกุสันธัสสะมาระเสนัปปะมัททิโนโกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุพฺราหฺมะณัสสะ วุสีมะโตกัสสะปัสสะ นะมัตถุวิปปะมุตตัสสะ สัพพะธิอังคีระสัสสะ นะมัตถุสักฺยะปุตตัสสะ สิรีมะโตโย อิมัง ธัมมะมะเทเสสิสัพพะทุกขาปะนูทะนังเย จาปิ นิพพุตา โลเกยะถาภูตัง วิปัสสิสุงเต ชะนา อะปิสุณามะหันตา วีตะสาระทาหิตัง เทวะมะนุสสานังยัง นะมัสสันติ โคตะมังวิชชาจะระณะสัมปันนังมะหันตัง วีตะสาระทังวิชชาจะระณะสัมปันนังพุทธัง วันทามะ โคตะมันติ ฯนะโม เม สัพพะพุทธานังอุปปันนานัง มะเหสินัง๑. ตัณหังกะโร มะหาวีโร๒. เมธังกะโร มะหายะโส๓. สะระณังกะโร โลกะหิโต๔. ทีปังกะโร ชุตินธะโร๕. โกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโข๖. มังคะโล ปุริสาสะโภ๗. สุมะโน สุมะโน ธีโร๘. เรวะโต ระติวัฑฒะโน๙. โสภีโต คุณะสัมปันโน๑๐. อะโนมะทัสสี ชะนุตตะโม๑๑. ปะทุโม โลกะปัชโชโต๑๒. นาระโท วะระสาระถี๑๓. ปะทุมุตตะโร สัตตะสาโร๑๔. สุเมโธ อัปปะฏิปุคคะโล๑๕. สุชาโต สัพพะโลกัคโค๑๖. ปิยะทัสสี นะราสะโภ๑๗. อัตถะทัสสี การุณิโก๑๘. ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท๑๙. สิทธัตโถ อะสะโม โลเก๒๐. ติสโส จะ วะทะตัง วะโร๒๑. ปุสโส จะ วะระโท พุทโธ๒๒. วิปัสสี จะ อะนูปะโม๒๓. สิขี สัพพะหิโต สัตถา๒๔. เวสสะภู สุขะทายะโก๒๕. กะกุสันโธ สัตถะวาโห๒๖. โกนาคะมะโน ระณัญชะโห๒๗. กัสสะโป สิริสัมปันโน๒๘. โคตะโม สักฺยะปุงคะโว ฯเอเต จัญเญ จะ สัมพุทธาอะเนกะสะตะโกฏิโยสัพเพ พุทธา อะสะมะสะมาสัพเพ พุทธา มะหิทธิกาสัพเพ ทะสะพะลูเปตาเวสารัชเชหุปาคะตาสัพเพ เต ปะฏิชานันติอาสะภัณฐานะมุตตะมังสีหะนาทัง นะทันเต เตปะริสาสุ วิสาระทาพฺรัหฺมะจักกัง ปะวัตเตนติโลเก อัปปะฏิวัตติยังอุเปตา พุทธะธัมเมหิอัฏฐาระสะหิ นายะกาทฺวัตติงสะลักขะณูเปตา-สีตฺยานุพฺยัญชะนาธะราพฺยามัปปะภายะ สุปปะภาสัพเพ เต มุนิกุญชะราพุทธา สัพพัญญุโน เอเตสัพเพ ขีณาสะวา ชินามะหัปปะภา มะหาเตชามะหาปัญญา มะหัพพะลามะหาการุณิกา ธีราสัพเพสานัง สุขาวะหาทีปา นาถา ปะติฏฐา จะตาณา เลณา จะ ปาณินังคะตี พันธู มะหัสสาสาสะระณา จะ หิเตสิโนสะเทวะกัสสะ โลกัสสะสัพเพ เอเต ปะรายะนาเตสาหัง สิระสา ปาเทวันทามิ ปุริสุตตะเมวะจะสา มะนะสา เจวะวันทาเมเต ตะถาคะเตสะยะเน อาสะเน ฐาเนคะมะเน จาปิ สัพพะทาสะทา สุเขนะ รักขันตุพุทธา สันติกะรา ตุวังเตหิ ตฺวัง รักขิโต สันโตมุตโต สัพพะภะเยนะ จะสัพพะโรคะวินิมุตโตสัพพะสันตาปะวัชชิโตสัพพะเวระมะติกกันโตนิพพุโต จะ ตุวัง ภะวะ ฯเตสัง สัจเจนะ สีเลนะขันติเมตตาพะเลนะ จะเตปิ ตุมฺเห อะนุรักขันตุอาโรคฺเยนะ สุเขนะ จะปุรัตถิมัสฺมิง ทิสาภาเคสันติ ภูตา มะหิทธิกาเตปิ ตุมฺเห อะนุรักขันตุอาโรคฺเยนะ สุเขนะ จะทักขิณัสฺมิง ทิสาภาเคสันติ เทวา มะหิทธิกาเตปิ ตุมฺเห อะนุรักขันตุอาโรคฺเยนะ สุเขนะ จะปัจฉิมัสฺมิง ทิสาภาเคสันติ นาคา มะหิทธิกาเตปิ ตุมฺเห อะนุรักขันตุอาโรคฺเยนะ สุเขนะ จะอุตตะรัสฺมิง ทิสาภาเคสันติ ยักขา มะหิทธิกาเตปิ ตุมฺเห อะนุรักขันตุอาโรคฺเยนะ สุเขนะ จะปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐทักขิเณนะ วิรุฬฺหะโกปัจฉิเมนะ วิรูปักโขกุเวโร อุตตะรัง ทิสังจัตตาโร เต มะหาราชาโลกะปาลา ยะสัสสิโนเตปิ ตุมฺเห อะนุรักขันตุอาโรคฺเยนะ สุเขนะ จะอากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐาเทวา นาคา มะหิทธิกาเตปิ ตุมฺเห อะนุรักขันตุอาโรคฺเยนะ สุเขนะ จะนัตถิ เม สะระณัง อัญญังพุทโธ เม สะระณัง วะรังเอเตนะ สัจจะวัชเชนะโหตุ เต ชะยะมังคะลังนัตถิ เม สะระณัง อัญญังธัมโม เม สะระณัง วะรังเอเตนะ สัจจะวัชเชนะโหตุ เต ชะยะมังคะลังนัตถิ เม สะระณัง อัญญังสังโฆ เม สะระณัง วะรังเอเตนะ สัจจะวัชเชนะโหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯยังกิญจิ ระตะนัง โลเกวิชชะติ วิวิธัง ปุถุระตะนัง พุทธะสะมัง นัตถิตัสฺมา โสตถี ภะวันตุ เต ฯยังกิญจิ ระตะนัง โลเกวิชชะติ วิวิธัง ปุถุระตะนัง ธัมมะสะมัง นัตถิตัสฺมา โสตถี ภะวันตุ เต ฯยังกิญจิ ระตะนัง โลเกวิชชะติ วิวิธัง ปุถุระตะนัง สังฆะสะมัง นัตถิตัสฺมา โสตถี ภะวันตุ เต ฯสักกัตฺวา พุทธะระตะนังโอสะถัง อุตตะมัง วะรังหิตัง เทวะมะนุสสานังพุทธะเตเชนะ โสตถินานัสสันตุปัททะวา สัพเพทุกขา วูปะสะเมนตุ เต ฯสักกัตฺวา ธัมมะระตะนังโอสะถัง อุตตะมัง วะรังปะริฬาหูปะสะมะนังธัมมะเตเชนะ โสตถินานัสสันตุปัททะวา สัพเพภะยา วูปะสะเมนตุ เต ฯสักกัตฺวา สังฆะระตะนังโอสะถัง อุตตะมัง วะรังอาหุเนยยัง ปาหุเนยยังสังฆะเตเชนะ โสตถินานัสสันตุปัททะวา สัพเพโรคา วูปะสะเมนตุ เต ฯสัพพีติโย วิวัชชันตุสัพพะโรโค วินัสสะตุมา เต ภะวัตฺวันตะราโยสุขี ทีฆายุโก ภะวะ.อะภิวาทะนะสีลิสสะนิจจัง วุฑฒาปะจายิโนจัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติอายุ วัณโณ สุขัง พะลัง ฯ

อาฏานาฏิยะปะริตตัง นิฏฐิตัง

คำแปลอาฏานาฏิยสูตร

ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่ พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาจักษุ ผู้ทรงสิริ

ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่ พระสิขีพุทธเจ้า ผู้มีปกติอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งปวง ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่ พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้มีกิเลสอันล้างแล้ว ผู้มีตบะ

ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่ พระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้ย่ำยีเสียซึ่งมารและเสนา ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่ พระโกนาคมนพุทธเจ้า ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้ว ผู้ทรงมีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว

ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่ พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้ทรงพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่ พระอังคีรสพุทธเจ้า ผู้เป็นโอรสแห่งศากยราช ผู้มีสิริ

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ได้ทรงแสดงแล้วซึ่งธรรมนี้ เป็นเครื่องบรรเทาเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวง อนึ่ง แม้ชนเหล่าใด เห็นแจ้งธรรมตามเป็นจริง ดับกิเลสแล้วในโลก ชนเหล่านั้นไม่มีความส่อเสียด เป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยคุณธรรม ปราศจากความครั่นคร้าม พากันนอบน้อมอยู่ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ทรงเป็นโคตมโคตร ผู้เกื้อกูลแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ทรงถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ ทรงเป็นผู้ใหญ่ยิ่ง ทรงเป็นผู้มีความครั่นคร้ามไปปราศแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนมัสการ พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงเป็นโคตมโคตร ผู้ทรงสมบูรณ์แล้วด้วยวิชชาและจรณะ ดังนี้.

ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แด่พระพุทธเจ้าทั้งปวง ผู้ทรงแสวงหาคุณอันใหญ่ ซึ่งได้บังเกิดขึ้นแล้ว คือ ๑.พระพุทธเจ้าตัณหังกร ผู้ทรงกล้าหาญ ๒.พระเมธังกรพุทธเจ้า ผู้ทรงมียศใหญ่ ๓.พระพุทธเจ้าสรณังกร ผู้ทรงเกื้อกูลแก่โลก ๔.พระทีปังกรพุทธเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญาอันรุ่งเรือง ๕.พระพุทธเจ้าโกณฑัญญะ ผู้ทรงเป็นประมุขแห่งหมู่ชน ๖.พระมังคลพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นบุรุษประเสริฐ ๗.พระพุทธเจ้าสุมนะ ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์มีพระหฤทัยงาม ๘.พระเรวตพุทธเจ้า ผู้ทรงเพิ่มพูนความยินดี ๙.พระพุทธเจ้าโสภิตะ ผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยพระคุณ ๑๐.พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าผู้ทรงสูงสุดในหมู่ชน ๑๑.พระพุทธเจ้าปทุมะ ผู้ทรงทำโลกให้สว่าง ๑๒.พระนารทพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นสารถีประเสริฐ ๑๓.พระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์ ๑๔.พระสุเมธพุทธเจ้า ผู้ทรงหาบุคคลเปรียบมิได้ ๑๕.พระพุทธเจ้าสุชาตะผู้ทรงเลิศกว่าสัตว์โลกทั้งปวง ๑๖.พระปิยทัสสีพุทธเจ้า ผู้ทรงประเสริฐกว่าหมู่นรชน ๑๗.พระพุทธเจ้าอัตถทัสสี ผู้ทรงมีพระกรุณา ๑๘.พระธรรมทัสสีพุทธเจ้าผู้ทรงบรรเทาความมืด ๑๙.พระพุทธเจ้าสิทธัตถะ ผู้ทรงหาบุคคลเสมอมิได้ในโลก ๒๐.พระติสสพุทธเจ้า ผู้ทรงประเสริฐกว่านักปราชญ์ ๒๑.พระพุทธเจ้าปุสสะผู้ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ ๒๒.พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้ทรงหาใครเทียบมิได้ ๒๓.พระพุทธเจ้าสิขี ผู้ทรงเป็นพระศาสดา เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ๒๔.พระเวสสภูพุทธเจ้าผู้ทรงประทานความสุข ๒๕.พระพุทธเจ้ากกุสันธะ ผู้ทรงนำสัตว์ออกจากกันดาร คือ กิเลส ๒๖.พระโกนาคมนพุทธเจ้า ผู้ทรงกำจัดข้าศึก คือ กิเลส ๒๗.พระพุทธเจ้ากัสสปะผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยสิริ ๒๘.พระโคตมสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงประเสริฐแห่งหมู่ศากยราช.

พระพุทธเจ้าเหล่านี้ก็ดี เหล่าอื่นก็ดี หลายร้อยโกฏิ พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้ทรงเสมอกับผู้ที่ไม่มีใครเสมอ ล้วนมีฤทธิ์มาก ประกอบแล้วด้วยทศพลญาณ ถึงพร้อมแล้วด้วยเวสารัชชญาณ พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ทรงปฏิญญาซึ่งฐานะอันไม่หวั่นไหวอย่างสูงสุด ทรงเป็นผู้องอาจ ไม่ครั่นคร้าม บันลือสีหนาทในบริษัททั้งหลาย ยังพรหมจักรให้เป็นไป ไม่มีใครคัดค้านได้ในโลก ทรงประกอบแล้วด้วยพุทธธรรม ๑๘ ทรงเป็นนายก ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ และทรงไว้ซึ่งอนุพยัญชนะ ๘๐ ทรงมีพระรัศมีอันงดงาม แผ่ออกจากพระวรกายโดยรอบข้างละ ๘๐ ศอก.

พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ล้วนทรงเป็นมุนีผู้ประเสริฐ ทรงเป็นพระสัพพัญญู ทรงเป็นพระขีณาสพผู้ชำนะ ทรงมีพระรัศมีมาก มีพระเดชมาก ทรงมีพระปัญญามาก มีพระกำลังมาก ทรงมีพระกรุณามาก ทรงเป็นจอมปราชญ์ นำสุขมาเพื่อสัตว์ทั้งปวง ทรงเป็นเกาะ เป็นที่พึ่งและเป็นที่พำนักอาศัย ทรงเป็นที่ระลึก เป็นที่ต้านทาน และเป็นที่เร้นของเหล่าสัตว์ ทรงเป็นคติ เป็นเผ่าพันธุ์ และเป็นที่ยินดีมาก ทรงแสวงหาประโยชน์ เพื่อโลกกับทั้งเทวโลก ทรงเป็นเบื้องหน้าของปวงสัตว์.

ข้าพเจ้า ขอวันทาพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ผู้เป็นอุดมบุรุษด้วยเศียรเกล้า และขอวันทาพระตถาตคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยวาจาและใจทีเดียว ในที่นอนด้วย ในที่นั่งด้วย ในที่ยืนด้วย แม้ในที่เดินด้วย ในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ.

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้กระทำความสงบระงับ ดับกิเลสแล้ว จงรักษาท่านให้มีความสุขในกาลทุกเมื่อ ท่านผู้อันพระพุทธเจ้าทรงรักษาแล้ว จงเป็นผู้สงบ พ้นแล้วจากภัยทั้งปวง พ้นแล้วจากโรคทั้งปวง เว้นแล้วจากความเดือดร้อนทั้งปวง ล่วงเสียซึ่งเวรทั้งปวง ท่านจงเป็นผู้ดับทุกข์ทั้งปวงเถิด.

ด้วยสัจจะ ด้วยศีล ด้วยกำลังแห่งขันติและเมตตา ของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น แม้คุณธรรมเหล่านั้น จงตามรักษาท่านทั้งหลาย ให้เป็นผู้ไม่มีโรคและมีแต่ความสุข

คนธรรพ์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์มาก สถิตอยู่ทางทิศตะวันออก แม้คนธรรพ์เหล่านั้น จงตามรักษาท่านทั้งหลาย ให้เป็นผู้ไม่มีโรคและมีแต่ความสุข.

เทวดาทั้งหลายผู้มีฤทธิ์มาก สถิตอยู่ทางทิศใต้ แม้เทวดาเหล่านั้น จงตามรักษาท่านทั้งหลาย ให้เป็นผู้ไม่มีโรคและมีแต่ความสุข.

นาคทั้งหลายผู้มีฤทธิ์มาก สถิตอยู่ทางทิศตะวันตก แม้นาคเหล่านั้น จงตามรักษาท่านทั้งหลาย ให้เป็นผู้ไม่มีโรคและมีแต่ความสุข.

ยักษ์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์มาก สถิตอยู่ทางทิศเหนือ แม้ยักษ์เหล่านั้น จงตามรักษาท่านทั้งหลาย ให้เป็นผู้ไม่มีโรคและมีแต่ความสุข.

ท้าวธตรฐอยู่ประจำทิศตะวันออก ท้าววิรุฬหกอยู่ประจำทิศใต้ ท้าววิรูปักข์อยู่ประจำทิศตะวันตก ท้าวกุเวรอยู่ประจำทิศเหนือ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เหล่านั้น เป็นผู้มียศ คุ้มครองรักษาโลกอยู่ แม้ท้าวมหาราชเหล่านั้น จงตามรักษาท่านทั้งหลาย ให้เป็นผู้ไม่มีโรคและมีแต่ความสุข.

เทวดาผู้ประเสริฐทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก ซึ่งสถิตอยู่ในอากาศก็ดี สถิตอยู่บนภาคพื้นก็ดี แม้เทวดาเหล่านั้น จงตามรักษาท่านทั้งหลาย ให้เป็นผู้ไม่มีโรคและ มีแต่ความสุข.

ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน.

ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระธรรมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน.

ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน.

รัตนะเครื่องปลื้มใจหลายหลากมากชนิด มีอยู่ในโลก แต่รัตนะนั้น ๆ ที่จะเสมอด้วยพระพุทธรัตนะย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน.

รัตนะเครื่องปลื้มใจหลายหลากมากชนิด มีอยู่ในโลก แต่รัตนะนั้น ๆ ที่จะเสมอด้วยพระธรรมรัตนะย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน.

รัตนะเครื่องปลื้มใจหลายหลากมากชนิด มีอยู่ในโลก แต่รัตนะนั้น ๆ ที่จะเสมอด้วยพระสังฆรัตนะย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน.

เพราะกระทำความเคารพในพระพุทธรัตนะ ผู้ทรงเป็นดังโอสถอันประเสริฐสูงสุด ผู้ทรงเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้า ขอให้อุปัทวะทั้งปวงจงพินาศไป ขอให้ทุกข์ทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี.

เพราะกระทำความเคารพในพระธรรมรัตนะ อันเป็นดังโอสถอันประเสริฐสูงสุด เข้าไปสงบความเร่าร้อนคือกิเลสเสียได้ ด้วยเดชแห่งพระธรรม ขอให้อุปัทวะทั้งปวงจงพินาศไป ขอให้ภัยทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี.

เพราะกระทำความเคารพในพระสังฆรัตนะ ผู้เป็นดังโอสถอันประเสริฐสูงสุด ผู้ควรเพื่อสักการะที่เขานำมาบูชา ควรเพื่อสักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ ด้วยเดชแห่งพระสงฆ์ ขอให้อุปัทวะทั้งปวงจงพินาศไป ขอให้โรคทั้งหลายของท่านจงสงบไป โดยสวัสดี.

ความจัญไรทั้งปวงจงบำราศไป โรคทั้งปวงของท่านจงหาย อันตรายอย่ามีแก่ท่าน ท่านจงเป็นผู้มีความสุข มีอายุยืน ธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีปกติไหว้กราบ มีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิตย์.

(ที. ปา.)

อ่านเพิ่มเติมอาฏานาฏิยสูตร (ที่มา)

คราวครั้งหนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่มูลคันธกุฎี แห่งยอดเขา คิชฌกูฏ ในอาณาเขตนครราชคฤห์ มีเทพผู้เป็นมหาราชทั้ง ๔ คือ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ และท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณ ได้พาหมู่บริวารอารักขา (รกฺขํ) กำลังกองทัพ (คุมฺพํ) และหน่วยปราบปราม (โอโวรณํ) ไว้ประจำรักษาการในทิศทั้ง ๘ ในคืนวันหนึ่งที่ภูเขาคิชฌกูฏสว่างไสวเจิดจรัสด้วยหมู่เทพทั้งหลายเหล่านั้น มีมหาราชทั้ง ๔ นำบริวารเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

ในบรรดาเทวดาทั้งหลายที่เข้าเฝ้าได้แสดงกิริยาอาการต่าง ๆ กัน บางพวกนั่งอยู่เฉย ๆ บางพวกทูลแนะนำชื่อโคตรหรือบอกชื่อแห่งตน บางพวกประนมมืออัญชลี ในหมู่เทวดาชั้นสูง ชั้นกลาง และชั้นต่ำ ที่เลื่อมใสต่อพระพุทธองค์ก็มี ที่ไม่เลื่อมใสก็มี ท้าวเวสสุวรรณกราบทูลพระพุทธองค์ถึงพวกเทวดาที่ไม่เลื่อมใสในคำสอนพระพุทธองค์ ก็จะกลั่นแกล้งรังควานให้เดือดร้อนแก่ภิกษุผู้หลีกเร้นอาศัยอยู่ในป่า จึงกราบทูลขอพระพุทธองค์ทรงรับเอา อาฏานาฏิยะรักขา ไว้ สำหรับคุ้มครองรักษาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาให้อยู่อย่างปลอดภัย

เมื่อท้าวเวสสุวรรณเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงรับโดยอาการดุษณีแล้ว ก็กล่าวอาฏานาฏิยะรักขา คือ คาถาป้องกันภัย คุ้มครองจากการคิดมุ่งร้ายเบียดเบียนของพวกอมนุษย์ ทรงถ่ายทอดให้พุทธบริษัททั้งหลายท่องจำคาถา ทรงไว้ในตน เพื่อคุ้มครองมิให้ถูกทำร้ายจากอมนุษย์ชั่วร้าย มีทั้งที่เป็นยักษ์ ยักษิณี บุตรยักษ์ ธิดายักษ์ ภูตผีน้อยใหญ่ มิให้เดินตาม ยืนใกล้ นั่งใกล้ ทำร้าย เบียดเบียน เพื่อความเป็นอยู่อย่างปลอดภัย

จากหนังสือสาธยายธรรม นำสู่วิมุตฺติ หน้า ๗๗ รวบรวมและเรียบเรียงโดยทีมงานธรรมสมทบ