← สารบาญบทสวด
ภาคสาม · สาธยายพระสัทธรรม

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

Dhammacakkappavattana Sutta

บทขัดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

อะนุตตะรัง อะภิสัมโพธิงสัมพุชฌิตฺวา ตะถาคะโตปะฐะมัง ยัง อะเทเสสิธัมมะจักกัง อะนุตตะรังสัมมะเทวะ ปะวัตเตนโตโลเก อัปปะฏิวัตติยังยัตถากขาตา อุโภ อันตาปะฏิปัตติ จะ มัชฌิมาจะตูสฺวาริยะสัจเจสุวิสุทธัง ญาณะทัสสะนังเทสิตัง ธัมมะราเชนะสัมมาสัมโพธิกิตตะนังนาเมนะ วิสสุตัง สุตตังธัมมะจักกัปปะวัตตะนังเวยยากะระณะปาเฐนะสังคีตันตัมภะณามะ เส.

พระตถาคตทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เมื่อจะทรงประกาศธรรม ที่ยังไม่มีใครแสดงโดยถูกต้องในโลก ได้ทรงแสดงพระธรรมจักรใด ซึ่งกล่าวถึงส่วนสุดสองประการและทางสายกลาง เป็นปัญญารู้แจ้งหมดจดในอริยสัจสี่ ขอเราทั้งหลาย จงสาธยายพระธรรมจักรนั้น ที่พระธรรมราชาทรงแสดง ปรากฏสมญานามว่า พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นสูตรประกาศพระสัมมาสัมโพธิญาณ และพระสังคีติกาจารย์ได้เรียบเรียงไว้ โดยความเป็นพระบาลีประเภทร้อยแก้ว

ธัมมจักกัปปวัตตนสุตตัง

เอวัมเม สุตัง. เอกัง สะมะยัง ภะคะวา, พาราณะสิยัง วิหะระติ, อิสิปะตะเน มิคะทาเย, ตัตฺระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ.

เทฺวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา, กะตะเม เทฺว? โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค, หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต, โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต.

เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ, มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา, จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ.

กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา, จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ.

อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค, เสยยะถีทัง, สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปโป, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันโต, สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม, สัมมาสะติ, สัมมาสะมาธิ.

อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา, จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ.

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง, ชาติปิ ทุกขา, ชะราปิ ทุกขา, พฺยาธิปิ ทุกโข, มะระณัมปิ ทุกขัง, โสกะปริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข, ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข, ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง, สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา.

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง, ยายัง ตัณฺหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตฺระตัตฺราภินันทินี, เสยยะถีทัง, กามะตัณฺหา ภะวะตัณฺหา วิภะวะตัณฺหา.

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง, โย ตัสสาเยวะ ตัณฺหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ, จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย.

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินีปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง, อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค, เสยยะถีทัง, สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปโป, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันโต, สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม, สัมมาสะติ, สัมมาสะมาธิ.

อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. (สัจจญาณ)

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. (กิจจญาณ)

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. (กตญาณ)

อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. (สัจจญาณ)

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. (กิจจญาณ)

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. (กตญาณ)

อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. (สัจจญาณ)

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. (กิจจญาณ)

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. (กตญาณ)

อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินีปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. (สัจจญาณ)

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินีปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. (กิจจญาณ)

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินีปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. (กตญาณ)

ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว, อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ, เอวันติปะริวัฏฏัง ทฺวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ.

เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพฺรัหฺมะเก, สัสสะมะณะพฺราหฺมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง.

ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ, เอวันติปะริวัฏฏัง ทฺวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ.

อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพฺรัหฺมะเก, สัสสะมะณะ พฺราหฺมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง.

ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ, อะกุปปา เม วิมุตติ, อะยะมันติมา ชาติ, นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ.

อิทะมะโวจะ ภะคะวา, อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง. อิมัสฺมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสฺมิง ภัญญะมาเน, อายัสฺมะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ, "ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ".

ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก, ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง, อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พฺราหฺมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พฺรัหฺมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสฺมินติ.

ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.

ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, ยามา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.ยามานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, ตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.ตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.

นิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.

ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, พฺรัหมะปาริสัชชา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.

พฺรัหฺมะปาริสัชชานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, พฺรัหฺมะปะโรหิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.

พฺรัหฺมะปะโรหิตานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, มะหาพฺรัหฺมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. มะหาพฺรัหฺมานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, ปะริตตาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. ปะริตตาภานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, อัปปะมาณาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. อัปปะมาณาภานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, อาภัสสะรา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. อาภัสสะรานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, ปะริตตะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. ปะริตตะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, อัปปะมาณะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. อัปปะมาณะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, สุภะกิณฺหะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. สุภะกิณฺหะกานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, เวหัปผะลา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. เวหัปผะลานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, อะวิหา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.

อะวิหานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, อะตัปปา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.อะตัปปานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, สุทัสสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.สุทัสสานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, สุทัสสี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.

สุทัสสีนัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, อะกะนิฏฐะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ

เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง, อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พฺราหฺมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พฺรัหฺมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสฺมินติ.

อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ, ยาวะ พฺรัหฺมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิ. อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ, สังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิ, อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ, อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวัง.

อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ, อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ, อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ. อิติหิทัง อายัสฺมะโต โกณฑัญญัสสะ, อัญญาโกณฑัญโญเตฺววะ นามัง, อะโหสีติ.

ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง นิฏฐิตัง

คำแปลพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ว่า

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาแล้ว ตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุด ๒ อย่างนี้ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุข ในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ การประกอบความเหน็ดเหนื่อยให้แก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ ส่วนสุด ๒ อย่างเหล่านั้น อันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลาง ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน?

มัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติสายกลาง คือ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ

๑. ความเห็นชอบ (ในอริยสัจ ๔) ๒. ความดำริชอบ (ในกุศลสังกัปปะ ๓) ๓. การกล่าววาจาชอบ (เว้นจากวจีทุจริต ๔) ๔. การกระทำชอบ (เว้นจากกายทุจริต ๓) ๕. การเลี้ยงชีพชอบ (เว้นจากกายทุจริต ๓ และวจีทุจริต ๔) ๖. ความเพียรชอบ (สัมมัปปธาน ๔) ๗. การระลึกชอบ (สติปัฏฐาน ๔) ๘. ความตั้งมั่นชอบ (ตั้งมั่นในฌาน ๔)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แล คือ ปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิน มีปรกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น ๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับด้วยการสำรอกโดยไม่มีส่วนเหลือ การสละ การสละคืน การปล่อยไป การไม่พัวพัน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ แหละ คือ ๑. ความเห็นชอบ (ในอริยสัจ ๔) ๒. ความดำริชอบ(ในกุศลสังกัปปะ ๓) ๓. การกล่าววาจาชอบ (เว้นจากวจีทุจริต ๔) ๔. การกระทำชอบ(เว้นจากกายทุจริต ๓) ๕. การเลี้ยงชีพชอบ (เว้นจากกายทุจริต ๓ และวจีทุจริต ๔) ๖. ความเพียรชอบ (สัมมัปปธาน ๔) ๗. การระลึกชอบ (สติปัฏฐาน ๔) ๘. ความตั้งมั่นชอบ (ตั้งมั่นในฌาน ๔)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้ นั้นแล ควรกำหนดรู้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้ นั้นแล เราได้กำหนดรู้แล้ว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ นี้ นั้นแลควรละเสีย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้ นั้นแล เราได้ละแล้ว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ ทุกขนิโรธอริยสัจ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ นั้นแลควรทำให้แจ้ง.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้ นั้นแล ควรให้เจริญ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้ นั้นแล เราให้เจริญแล้ว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็น ตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.

อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป.

ก็แล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวง ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา".

ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักรให้เป็นไปเเล้ว เหล่าภุมมเทวดา ได้บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศให้เป็นไปเเล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.

เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป เทวดาชั้นยามา ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์แล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป เทวดาชั้นดุสิต ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นยามาแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป เทวดาชั้นนิมมานรดี ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นดุสิตแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นนิมมานรดีแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป

ปาริสัชชาพรหม ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้ว จึงบันลือเสียง ลั่นไป ปุโรหิตาพรหม ได้ยินเสียงของพวกปาริสัชชาพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป มหาพรหม ได้ยินเสียงของพวกปุโรหิตาพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป

ปริตตาภาพรหม ได้ยินเสียงของพวกมหาพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป อัปปมาณาภาพรหม ได้ยินเสียงของพวกปริตตาภาพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป อาภัสสราพรหม ได้ยินเสียงของพวกอัปปมาณาภาพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป

ปริตตสุภาพรหม ได้ยินเสียงของพวกอาภัสสราพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป อัปปมาณสุภาพรหม ได้ยินเสียงของพวกปริตตสุภาพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป สุภกิณหาพรหม ได้ยินเสียงของพวกอัปปมาณสุภาพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป

เวหัปผลาพรหม ได้ยินเสียงของพวกสุภกิณหาพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป

อวิหาพรหม ได้ยินเสียงของพวกเวหัปผลาพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป อตัปปาพรหม ได้ยินเสียงของพวกอวิหาพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป สุทัสสาพรหม ได้ยินเสียงของพวกอตัปปาพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป สุทัสสีพรหม ได้ยินเสียงของพวกสุทัสสาพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป

อกนิฏฐกาพรหม ได้ยินเสียงของพวกสุทัสสีพรหมแล้ว จึงบันลือเสียงลั่นไป ว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.

ชั่วขณะกาลครู่หนึ่งนั้น เสียงได้กระฉ่อนขึ้นไป จนถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้แล ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ ได้หวั่นไหว สะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ หาประมาณมิได้ ปรากฏแล้วในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะ นี้ จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะด้วยประการฉะนี้ แล.

(วิ. มหา. , สํ. มหา.)

จากหนังสือสาธยายธรรม นำสู่วิมุตฺติ หน้า ๑๐๐ รวบรวมและเรียบเรียงโดยทีมงานธรรมสมทบ