Dhajagga Sutta
ธชัคคสูตร
เอวัมเม สุตัง. เอกัง สะมะยัง ภะคะวา, สาวัตถิยัง วิหะระติ, เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม. ตัตฺระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ“ ภิกขะโว” ติ. “ ภะทันเต” ติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง. ภะคะวา เอตะทะโวจะ.
ภูตะปุพพัง ภิกขะเว เทวาสุระสังคาโม สะมุปัพฺยุฬฺโห อะโหสิ, อะถะโข ภิกขะเว สักโก เทวานะมินโท เทเว ตาวะติงเส อามันเตสิ.
สะเจ มาริสา เทวานัง สังคามะคะตานัง อุปปัชเชยยะ, ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา, มะเมวะ ตัสฺมิง สะมะเย ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ, มะมัง หิ โว ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง, ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ.
โน เจ เม ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ, อะถะ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ, ปะชาปะติสสะ หิ โว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง, ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ.
โน เจ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ, อะถะ วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ, วะรุณัสสะ หิ โว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง, ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ.
โน เจ วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ, อะถะ อีสานัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ, อีสานัสสะ หิ โว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง, ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะตีติ.
ตัง โข ปะนะ ภิกขะเว สักกัสสะ วา เทวานะมินทัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง, ปะชาปะติสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง, วะรุณัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง, อีสานัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง, ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา, โส ปะหิยเยถาปิ โนปิ ปะหิยเยถะ, ตัง กิสสะ เหตุ ? สักโก หิ ภิกขะเว เทวานะมินโท, อะวีตะราโค อะวีตะโทโส อะวีตะโมโห ภิรุ ฉัมภี อุตฺราสี ปะลายีติ.
อะหัญจะ โข ภิกขะเว เอวัง วะทามิ, สะเจ ตุมฺหากัง ภิกขะเว อะรัญญะคะตานัง วา รุกขะมูละคะตานัง วา สุญญาคาระคะตานัง วา, อุปปัชเชยยะ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา, มะเมวะ ตัสฺมิง สะมะเย อนุสสะเรยยาถะ.
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ, มะมัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง, ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ.
โน เจ มัง อะนุสสะเรยยาถะ, อะถะ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ, สฺวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญูหีติ, ธัมมัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง, ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ.
โน เจ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ, อะถะ สังฆัง อะนุสสะเรยยาถะ, สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ, สังฆัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง, ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ.
ตัง กิสสะ เหตุ ? ตะถาคะโต หิ ภิกขะเว, อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วีตะราโค วีตะโทโส วีตะโมโห อะภิรุ อัจฉัมภี อะนุตฺราสี อะปะลายีติ.
อิทะมะโวจะ ภะคะวา, อิทัง วัตฺวานะ สุคะโต, อะถาปะรัง เอตะทะโวจะ สัตถา.
อะรัญเญ รุกขะมูเล วาสุญญาคาเร วะ ภิกขะโวอะนุสสะเรถะ สัมพุทธังภะยัง ตุมฺหากะ โน สิยาโน เจ พุทธัง สะเรยยาถะโลกะเชฏฐัง นะราสะภังอะถะ ธัมมัง สะเรยยาถะนิยยานิกัง สุเทสิตังโน เจ ธัมมัง สะเรยยาถะนิยยานิกัง สุเทสิตังอะถะ สังฆัง สะเรยยาถะปุญญักเขตตัง อะนุตตะรังเอวัมพุทธัง สะรันตานังธัมมัง สังฆัญจะ ภิกขะโวภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วาโลมะหังโส นะ เหสสะตีติ ฯ
ธะชัคคะสุตตัง นิฏฐิตัง
Translationธชัคคสูตร
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ว่า
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างเทวดากับอสูรได้เกิดประชิดกันแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกเทวราช ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา ได้ตรัสเรียกหมู่เทวดาในชั้นดาวดึงส์มารับสั่งว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ถ้าความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี พึงบังเกิดขึ้นแก่เทวดา ผู้ไปสู่สงครามในสมัยใด ในสมัยนั้น ท่านทั้งหลายพึงแลดูชายธงของเรานั้นเทียว เพราะว่า เมื่อท่านทั้งหลายแลดูชายธงของเราอยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี อันนั้นจักหายไป.
ถ้าท่านทั้งหลาย ไม่แลดูชายธงของเรา ทีนั้นท่านทั้งหลายพึงดูชายธงของเทวราช ชื่อปชาบดี เพราะว่า เมื่อท่านทั้งหลายแลดูชายธงของเทวราช ชื่อปชาบดีอยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี อันนั้นจักหายไป.
ถ้าท่านทั้งหลาย ไม่แลดูชายธงของเทวราช ชื่อปชาบดี ทีนั้นท่านทั้งหลายพึงแลดูชายธงของเทวราช ชื่อวรุณ เพราะว่า เมื่อท่านทั้งหลายแลดูชายธงของเทวราช ชื่อวรุณอยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี อันนั้นจักหายไป.
ถ้าท่านทั้งหลาย ไม่แลดูชายธงของเทวราช ชื่อวรุณ ทีนั้นท่านทั้งหลายพึง แลดูชายธงของเทวราช ชื่ออีสาน เพราะว่า เมื่อท่านทั้งหลายแลดูชายธงของเทวราช ชื่ออีสานอยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี อันนั้นจักหายไป ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อนั้นแล คือ การแลดูชายธงของท้าวสักกเทวราช ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดาก็ตาม การแลดูชายธงของเทวราช ชื่อปชาบดีก็ตาม การแลดูชายธงของเทวราช ชื่อวรุณก็ตาม การแลดูชายธงของเทวราช ชื่ออีสานก็ตาม ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี อันนั้นพึงหายไปได้บ้าง ไม่หายไปบ้าง ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุว่า ท้าวสักกเทวราช ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา เธอมีราคะยังไม่สิ้นไป มีโทสะยังไม่สิ้นไป มีโมหะยังไม่สิ้นไป เธอยังเป็นผู้กลัว ยังเป็นผู้หวาด ยังเป็นผู้สะดุ้ง ยังเป็นผู้หนี ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนเราแล กล่าวอย่างนี้ ว่า ถ้าว่า เมื่อพวกเธอ ไปอยู่ในป่าก็ตาม ไปอยู่ที่โคนต้นไม้ก็ตาม ไปอยู่ในเรือนว่างก็ตาม ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี พึงเกิดขึ้นในสมัยใด ในสมัยนั้น เธอทั้งหลาย พึงตามระลึกถึงเรานั้นเทียวว่า
แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้เสด็จไปแล้วด้วยดี ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้วด้วยธรรม เป็นผู้จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่า เมื่อพวกเธอตามระลึกถึงเราอยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี อันนั้นจักหายไป. ถ้าเธอทั้งหลายไม่ระลึกถึงเรา ทีนั้นพึงตามระลึกถึงพระธรรมว่า
พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นธรรมที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นธรรมที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล เป็นธรรมที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว เป็นธรรมที่ผู้รู้ทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่า เมื่อพวกเธอตามระลึกถึงพระธรรมอยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี อันนั้นจักหายไป. ถ้าเธอทั้งหลายไม่ระลึกถึงพระธรรม ทีนั้นพึงตามระลึกถึงพระสงฆ์ว่า
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว พระสงฆ์สาวกของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติตรงแล้ว พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติสมควรแล้ว ได้แก่ บุคคลเหล่านี้ คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงบุรุษได้ ๘ บุรุษ นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่า เมื่อพวกเธอตามระลึกถึงพระสงฆ์อยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี อันนั้นจักหายไป ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุว่า พระตถาคตเป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง มีราคะสิ้นไปแล้ว มีโทสะสิ้นไปแล้ว มีโมหะสิ้นไปแล้ว เป็นผู้ไม่กลัว เป็นผู้ไม่หวาด เป็นผู้ไม่สะดุ้ง เป็นผู้ไม่หนี ดังนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรนี้ ครั้นพระสุคตเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสพระภาษิตนี้ อีกว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพวกเธอไปอยู่ในป่า หรืออยู่ที่โคนไม้ หรืออยู่ในเรือนว่าง พึงระลึกถึงพระสัมพุทธเจ้า ภัยจะไม่พึงมีแก่เธอทั้งหลาย
ถ้าพวกเธอไม่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นใหญ่กว่าโลก ประเสริฐกว่านรชน ทีนั้นพึงระลึกถึงพระธรรม อันเป็นเครื่องนำออก ที่เราแสดงไว้ดีแล้ว
ถ้าพวกเธอไม่ระลึกถึงพระธรรม อันเป็นเครื่องนำออก ที่เราแสดงไว้ดีแล้ว ทีนั้นพึงระลึกถึงพระสงฆ์ ซึ่งเป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพวกเธอระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี จักไม่มีแล.
(สํ. สคา.)
From the chanting book สาธยายธรรม นำสู่วิมุตฺติ, page 71, compiled by the ธรรมสมทบ team.