บทขัดมงคลสูตร

ยัญจะ ทฺวาทะสะ วัสสานิจินตะยิงสุ สะเทวะกาจิรัสสัง จินตะยันตาปิเนวะ ชานิงสุ มังคะลังจักกะวาฬะสะหัสเสสุทะสะสุ เยนะ ตัตตะกังกาลัง โกลาหะลัง ชาตังยาวะ พฺรัหฺมะนิเวสะนายัง โลกะนาโถ เทเสสิสัพพะปาปะวินาสะนังยัง สุตฺวา สัพพะทุกเขหิมุจจันตาสังขิยา นะราเอวะมาทิคุณูเปตังมังคะลันตัมภะณามะ เห ฯ

ก็มนุษย์ทั้งหลาย พร้อมทั้งเทพยดา พากันคิดหามงคลอันใด สิ้น ๑๒ ปี มนุษย์และเทพยดาเหล่านั้นในหมื่นจักรวาล แม้เมื่อคิดหากันอยู่ช้านาน ก็ไม่รู้ซึ่งมงคลอันนั้น ด้วยกาลมีประมาณเท่าใด โกลาหลก็เกิดตลอดถึงที่อยู่แห่งพรหมสิ้นกาลมีประมาณเท่านั้น. สมเด็จพระโลกนาถ ได้ทรงแสดงมงคลอันใด เป็นเครื่องยังบาปอันลามกทั้งปวงให้พินาศไป นรชนทั้งหลายนับไม่ถ้วน ได้ฟังมงคลอันใดแล้ว พ้นจากทุกข์ทั้งปวง เราทั้งหลายจงกล่าวมงคลอันนั้น อันประกอบด้วยคุณตามที่กล่าวแล้วดังนี้ เป็นต้น เทอญ.

มงคลสูตร

เอวัมเม สุตัง. เอกัง สะมะยัง ภะคะวา, สาวัตถิยัง วิหะระติ, เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม,

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี.

อะถะโข อัญญะตะรา เทวะตา อะภิกกันตายะ รัตติยา, อะภิกกันตะวัณณา เกวะละกัปปัง เชตะวะนัง โอภาเสตฺวา, เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะมิ,

ครั้งนั้น เมื่อล่วงปฐมยามไปแล้ว เทวดาองค์หนึ่งมีวรรณะงดงาม เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

อุปะสังกะมิตฺวา ภะคะวันตัง อะภิวาเทตฺวา เอกะมันตัง อัฏฐาสิ, เอกะมันตัง ฐิตา โข สา เทวะตา ภะคะวันตัง คาถายะ อัชฌะภาสิ.

ถวายบังคมแล้ว ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระคาถาว่า

พะหู เทวา มะนุสสา จะมังคะลานิ อะจินตะยุงอากังขะมานา โสตถานังพฺรูหิ มังคะละมุตตะมัง ฯ

เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ปรารถนาความสวัสดี พากันคิดมงคลทั้งหลาย ขอพระองค์โปรดตรัสบอกมงคลอันอุดมด้วยเถิด พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบด้วยคาถาเหล่านี้ว่า

อะเสวะนา จะ พาลานัง

การไม่คบคนพาล

ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา

การคบแต่บัณฑิต

ปูชา จะ ปูชะนียานัง

การบูชาผู้ที่ควรบูชา

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

กิจ ๓ อย่างนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ

การอยู่ในประเทศที่สมควร

ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา

ความเป็นผู้ทำบุญไว้แต่กาลก่อน

อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ

การตั้งตนไว้ชอบ

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

กิจ ๓ อย่างนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

พาหุสัจจัญจะ

ความเป็นพหูสูต

สิปปัญจะ

ความเป็นผู้มีศิลปะ

วินะโย จะ สุสิกขิโต

วินัยที่ศึกษาดีแล้ว

สุภาสิตา จะ ยา วาจา

วาจาเป็นสุภาษิต

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

กิจ ๔ อย่างนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

มาตาปิตุอุปัฏฐานัง

การบำรุงมารดาบิดา

ปุตตะ ทารัสสะ สังคะโห

การสงเคราะห์บุตร และเกื้อกูลภริยา

อะนากุลา จะ กัมมันตา

การงานอันไม่อากูลคั่งค้าง

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

กิจ ๔ อย่างนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

ทานัญจะ

การให้ทาน

ธัมมะจะริยา จะ

การประพฤติธรรม

ญาตะกานัญจะ สังคะโห

การสงเคราะห์ญาติ

อะนะวัชชานิ กัมมานิ

การงานอันไม่มีโทษ

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

กิจ ๔ อย่างนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

อาระตี วิระตี ปาปา

การงดเว้นจากบาป

มัชชะปานา จะ สัญญะโม

การสำรวมจากการดื่มน้ำเมา

อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ

ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

กิจ ๓ อย่างนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

คาระโว จะ

ความเคารพ

นิวาโต จะ

ความถ่อมตน

สันตุฏฐี จะ

ความสันโดษ

กะตัญญุตา

ความกตัญญู

กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง

การฟังธรรมตามกาล

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

กิจ ๕ อย่างนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

ขันตี จะ

ความอดทน

โสวะจัสสะตา

ความเป็นผู้ว่าง่าย

สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง

การเห็นสมณะ

กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา

การสนทนาธรรมตามกาล

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

กิจ ๔ อย่างนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

ตะโป จะ

การบำเพ็ญตบะ (เพียรเผากิเลส)

พฺรัหฺมะจะริยัญจะ

การประพฤติพรหมจรรย์

อะริยะสัจจานะทัสสะนัง

การเห็นอริยสัจ

นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ

การทำพระนิพพานให้แจ้ง

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

กิจ ๔ อย่างนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิจิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ

จิตของผู้ใด ถูกโลกธรรมกระทบแล้ว ไม่หวั่นไหว

อะโสกัง

เป็นจิตไม่เศร้าโศก

วิระชัง

เป็นจิตปราศจากธุลี

เขมัง

เป็นจิตเกษมศานต์

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

กิจ ๔ อย่างนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

เอตาทิสานิ กัตฺวานะสัพพัตถะมะปะราชิตาสัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติตันเตสัง มังคะละมุตตะมันติ ฯ

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทำมงคลดังนี้แล้ว ไม่พ่ายแพ้ต่อข้าศึกทั้งปวง ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน นี้แลเป็นมงคลอันอุดม ของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น.

(ขุ. ขุ. , ขุ. สุตฺต.)

Read moreมงคลปริตร (ที่มา)

ในมังคลัตถทีปนี กล่าวว่า ครั้งนั้น ในชมพูทวีป มหาชนทั้งชายหญิง มักจับกลุ่มสนทนา หรือประชุมกันในที่ต่าง ๆ มีเรื่องเล่าขานในตำนาน คัมภีร์ นิทาน เรื่องหนึ่ง ๆ กล่าวกันว่าใช้เวลามากบ้าง น้อยบ้าง ที่มากกว่า ๔ เดือนจึงจะจบเรื่องก็มี ทีนั้นมีมุมสนทนาวงหนึ่ง คุยกันถึงเรื่องมงคล กระทั่งเกิดมีปัญหาขึ้นว่า อะไรเป็นมงคล อะไรไม่เป็นมงคล และใครบ้างที่รู้จักมงคล ต่างคนต่างเห็น ต่างมุมต่างมอง พวกที่ ถือสิ่งที่เห็นเป็นมงคล (ทิฏฐมังคลิกะ) ก็กล่าวว่า รูปที่ได้เห็นด้วยตาเป็นมงคล คือ รูปโคอุสุภะและม้าอัสดร พวกที่ ถือเสียงที่ได้ยินเป็นมงคล (สุตมังคลิกะ)กล่าวว่า เสียงที่ได้ยินเป็นมงคล คือเสียงขับร้อง พิณพาทย์ ระนาด ฆ้อง พวกที่ ถือกลิ่นรสและโผฏฐัพพะสิ่งที่พึงถูกต้องเป็นมงคล (มุตมังคลิกะ) กล่าวว่า กลิ่นหอมที่ได้สูดดม หรือรสโอชาที่ได้ลิ้มเลียเข้าไป นั่นแหละเป็นมงคล

การถกเถียงกลายเป็นประเด็นที่ตกลงกันไม่ได้ ต่างฝ่ายก็ยืนยันความเห็นของตนว่าถูกต้อง เป็นมงคล แต่ไม่สามารถอธิบายให้ฝ่ายอื่นยอมรับได้ ปัญหานี้ได้แพร่ไปจนถึงเทวโลกและพรหมโลก (ชั้นพรหมอกนิฏฐภพ กระทั่งในหมื่นจักรวาล) จนเทวดาและพระพรหมแบ่งแยกออกเป็น ๓ ฝ่ายเหมือนมนุษย์ หาข้อยุติไม่ได้เป็นเวลา ๑๒ ปี จึงพากันเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระเชตวัน มหาวิหาร กราบทูลถึงเรื่องมงคลที่มนุษย์และเทวดาทั้งหลายเหล่านี้ถกเถียงกันอยู่ไม่สิ้นสุด พระพุทธองค์จึงทรงตรัส "มงคลสูตร" ตามคำอาราธนาของเทพบุตร ว่าด้วยมงคล มี ๓๘ ประการ

From the chanting book สาธยายธรรม นำสู่วิมุตฺติ, page 48, compiled by the ธรรมสมทบ team.