อะตีตัง นานฺวาคะเมยยะนัปปะฏิกังเข อะนาคะตัง

บุคคลไม่ควรคำนึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย และไม่ควรพะวงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง,

ยะทะตีตัมปะหีนันตังอัปปัตตัญจะ อะนาคะตัง

สิ่งที่เป็นอดีตก็ละไปแล้ว สิ่งที่เป็นอนาคตก็ยังไม่มา,

ปัจจุปปันนัญจะ โย ธัมมังตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติอะสังหิรัง อะสังกุปปังตัง วิทธา มะนุพฺรูหะเย.

ผู้ใดเห็นธรรมอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าในที่นั้น ๆ อย่างแจ่มแจ้ง ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน เขาควรพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้.

อัชเชวะ กิจจะมาตัปปังโก ชัญญา มะระณัง สุเว

ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำในวันนี้ ใครเล่าจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้,

นะ หิ โน สังคะรันเตนะมะหาเสเนนะ มัจจุนา

เพราะการผลัดเพี้ยนต่อมัจจุราช ซึ่งมีเสนามาก ย่อมไม่มีสำหรับเรา,

เอวัง วิหาริมาตาปิงอะโหรัตตะมะตันทิตังตัง เว ภัทเทกะรัตโตติสันโต อาจิกขะเต มุนีติ.

พระมุนีผู้สงบ ย่อมกล่าวเรียก ผู้มีความเพียรอยู่อย่างนี้ ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืนว่า ผู้เป็นอยู่แม้เพียงราตรีเดียว ก็เจริญ.

(ม. อุปริ.)

จากหนังสือสาธยายธรรม นำสู่วิมุตฺติ หน้า ๑๓๙ รวบรวมและเรียบเรียงโดยทีมงานธรรมสมทบ