เขมาเขมสรณทีปิกคาถา
Khemakhema Saranadipika Gatha
พะหุง เว สะระณัง ยันติปัพพะตานิ วะนานิ จะอารามะรุกขะเจตฺยานิมะนุสสา ภะยะตัชชิตา.
มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมหันตภัยคุกคามแล้ว ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง อารามและรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ,
เนตัง โข สะระณัง เขมังเนตัง สะระณะมุตตะมังเนตัง สะระณะมาคัมมะสัพพะทุกขา ปะมุจจะติ.
นั่นมิใช่สรณะอันเกษมเลย นั่นมิใช่สรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้,
โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะสังฆัญจะ สะระณัง คะโตจัตตาริ อะริยะสัจจานิสัมมัปปัญญายะ ปัสสะติ.
ส่วนผู้ใด ถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐสี่ ด้วยปัญญาอันชอบ,
ทุกขัง ทุกขะสะมุปปาทังทุกขัสสะ จะ อะติกกะมังอะริยัญจัฏฐังคิกัง มัคคังทุกขูปะสะมะคามินัง,
คือเห็นความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้ และหนทาง มีองค์แปดอันประเสริฐ เครื่องถึงความระงับทุกข์,
เอตัง โข สะระณัง เขมังเอตัง สะระณะมุตตะมังเอตัง สะระณะมาคัมมะสัพพะทุกขา ปะมุจจะติ
นั่นแหละ เป็นสรณะอันเกษม นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.
(เรื่องปุโรหิตชื่ออัคคิทัต ขุ. ธ.)
จากหนังสือสาธยายธรรม นำสู่วิมุตฺติ หน้า ๑๓๘ รวบรวมและเรียบเรียงโดยทีมงานธรรมสมทบ