← บุญและความสุข
บุญและความสุข

อภัยทาน ยิ่งให้ บุญยิ่งเพิ่ม

อภัยทาน คือ การให้ความไม่มีภัย ให้ความปลอดภัยแก่ผู้อื่น จึงเป็นชื่อของศีล เป็นมหาทานที่สละยากกว่า เพราะเกิดจากกุศลจิตขั้นศีล

จากหนังสือ ธรรมดี ชีวีมีสุข โดย พระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม หน้า ๒๒–๒๖ ทบทวนล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

ใจความสำคัญ

  • ในความหมายที่ลึกกว่าการไม่โกรธผู้ที่มาขอโทษ อภัยทานคือการให้ความไม่มีภัย ให้ความปลอดภัย จึงเป็นชื่อของศีล
  • ทานมี ๓ อย่าง คือ วัตถุทาน การให้สิ่งของ ธรรมทาน การให้ความรู้ที่เป็นจริง และอภัยทาน การให้ความปลอดภัย
  • อภัยทานคือไม่เบียดเบียนใคร ให้ความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน ของรักของหวงของผู้อื่น และในคำพูดโดยไม่พูดเท็จ
  • การให้อภัยต้องใช้ปัญญาหาจุดเด่นของเขาให้ได้ เมื่อเมตตาเกิดได้จริง จึงวางใจอดทนและยอมรับข้อเสียของเขาได้
  • อุเบกขาพรหมวิหารไม่ใช่ความเฉยเมยแบบไม่สนใจ แต่เป็นการเฉยมองที่เข้าใจเหตุ เข้าใจกรรมและผลของกรรม

การให้อภัย หรืออภัยทานที่เราเข้าใจนั้น คือการที่ใครมาทำผิดกับเรา มาขอโทษ แล้วเราให้อภัย คือไม่โกรธ แต่ในความหมายที่ลึกลงไปกว่านั้น อภัยทาน คือการให้ความไม่มีภัย ให้ความปลอดภัย ฉะนั้น จึงเป็นชื่อของศีล เป็นมหาทานหรือเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ เป็นการให้ที่สละยากกว่า เพราะเกิดจากกุศลจิตขั้นศีล

ทาน แปลว่า การให้ การสละ การแบ่งปัน มีเจตนา คือ จิตที่คิดจะให้ทานมีอยู่ ๓ อย่าง ได้แก่

  • วัตถุทาน คือ สิ่งของที่พึงให้ เช่น ที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค
  • ธรรมทาน คือ การให้ความรู้ที่เป็นจริง เป็นสัจธรรม
  • อภัยทาน คือ ให้ความไม่มีภัย ให้ความปลอดภัย อภัยทานเป็นชื่อของกุศลศีล

อภัยทาน คือ การทำตนเองไม่ให้มีเวรภัยกับใคร ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ประทุษร้าย ให้ความปลอดภัยในชีวิตของสัตว์อื่น ให้ความปลอดภัยในทรัพย์สินของสัตว์อื่น ให้ความปลอดภัยในบุตร ภรรยา ของรักของหวงของเขา ให้ความปลอดภัยในคำพูดโดยการไม่พูดเท็จ ส่อเสียด คำหยาบ เพ้อเจ้อ และให้ความไม่หวาดระแวง คือฝึกสติ ฝึกปัญญา ฝึกความอดทน ให้ตนเองมั่นคงอยู่ในศีล สมาทาน (ตั้งใจถือปฏิบัติ) อย่างมั่นคง นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะสละความโกรธ ความโลภ ความหลง เป็นทาน ให้อภัย ไม่จองเวร สละพยาบาทให้ขาดออกจากกระแสชีวิต และจะเจริญเมตตาจิต กรุณาจิต มุทิตาจิต อุเบกขาจิต และตั้งจิตให้มั่นคงในกุศลธรรม

“อภัยทาน” กับ “พรหมวิหาร ๔”

การให้อภัยนั้นทำได้ยาก เพราะว่าเป็นเรื่องของจิตใจ อภัยทาน หมายความว่าเราต้องให้ความรู้สึกดีกับเขาด้วย ไม่ขัดเคือง ไม่โกรธ การที่จะให้ความรู้สึกดีกับเขาได้ ต้องใช้ปัญญาอันฝึกมาดีแล้วของเรา หาจุดเด่นของเขาให้ได้ เมื่อเราสามารถทำเมตตาเกิดขึ้นได้ เกิดความรักแท้ได้อย่างแท้จริงแล้ว เราจะสามารถวางใจอดทน และยอมรับข้อเสียของเขาได้

ถ้าเขามีจุดด้อยข้อด้อยต่าง ๆ จะสามารถตั้งกรุณาจิตได้ ถึงแม้ท่านผู้นั้นจะประทุษร้ายเรา เราก็ไม่โกรธเคือง มีกรุณาจิต สงสารเขา ขอให้เขาได้เจอเพื่อนดี ยาดี หมอดี เจอสิ่งแวดล้อมที่ดี ขอให้เขาอย่าทุกข์ ขออย่าให้เขาเดือดร้อน ทั้งในปัจจุบันและกาลต่อไป เมื่อเห็นเขาทำความดีทั้งหลายก็ไม่คิดริษยา ให้มุทิตาพลอยยินดีกับเขา และวางใจเป็นกลางอุเบกขาว่า สัตว์โลกล้วนมีกรรมเป็นของของตน หากเรามองหมู่สัตว์ทั้งหลายว่า ทุกกระแสชีวิตต่างเคยเป็นญาติกัน เคยเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง การทำเมตตา กรุณา มุทิตา หรืออุเบกขาพรหมวิหารจิตก็เกิดขึ้นได้โดยไม่ยาก

“เฉยเมย” กับ “เฉยมอง”

เราต้องพัฒนาวิธีคิด ปัญญาต้องชัด ต้องวิจัยแยกแยะ ไม่ใช่อยู่แบบนิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่สนใจ ชีวิตใครชีวิตมัน แบบนี้เรียกว่า โมหะ คือความเฉยเมย ซึ่งไม่ใช่อุเบกขาพรหมวิหาร ถ้าอุเบกขาพรหมวิหารต้องเฉยแบบ มองเข้าใจเหตุ เข้าใจกรรมและผลของกรรม

ทำไมเราจึงมีความโกรธกันมายาวนาน พบหน้าคนบางคนซึ่งไม่เคยรู้จัก แล้วทำไมจึงโกรธ แสดงให้เห็นว่า เราเคยโกรธกันมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ หากเราคิดได้แบบนี้ จะต้องเริ่มฝึกตนเอง ตั้งใจใหม่ว่า ต่อไปเราจะไม่โกรธ ไม่อาฆาตพยาบาทใครอีก

ตัวอย่างของบุคคลที่ผูกอาฆาตพยาบาท แล้วทำให้กระแสชีวิตต้องพบกับความวิบัติ คือพระเทวทัต ที่ผูกใจอาฆาตพยาบาทพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ แม้ชาติสุดท้ายก็ยังสร้างบาปกรรม ประทุษร้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำสงฆ์ให้แตกกัน เป็นอนันตริยกรรม (กรรมหนักที่สุด) ต้องรับกรรมในอเวจีมหานรก

ลองสำรวจใจตนเองว่า ในกระแสชีวิตนี้ ยังมีบุคคลใดที่เรารู้สึกผูกโกรธ ผูกอาฆาตพยาบาทอยู่หรือไม่ หากยังมีอยู่ก็ให้ใช้สติที่แข็งแรง ดึงกระแสชีวิตนั้นมา เพื่อให้ปัญญาเข้าไปชำระให้เห็นจุดเด่นของเขา ทำเมตตา คือความไม่โกรธให้เกิดขึ้น ให้เห็นว่า กระแสชีวิตทั้งหลาย ล้วนเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ ต้องเจ็บปวดจากชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น เราจะไม่อาฆาตจองเวร ไม่ผูกโกรธ ไม่เบียดเบียน ไม่มีเวรภัยต่อใคร ๆ อีกแล้ว

นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะถึงซึ่งความพ้นทุกข์
เราจะให้ความปลอดภัยในชีวิต
เราจะให้ความปลอดภัยในทรัพย์สิน
เราจะให้ความปลอดภัยในบุตร ภรรยา
เราจะให้คำจริง ให้ความไม่หวาดระแวง
เมื่อเราได้ให้วัตถุทานแล้ว ก็จะพัฒนาไปสู่อภัยทานและธรรมทานให้จงได้

ที่มา: หนังสือธรรมดี ชีวีมีสุข โดยพระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ISBN 978-616-8325-05-6 หน้า ๒๒–๒๖