จงมีสติอยู่กับตัว
สติ เปรียบเหมือนทำนบกั้นกระแสบาป ไม่ให้ความโลภ ความโกรธ ความหลงไหลเข้าสู่จิต และรักษาคุณธรรมความดีงามไม่ให้หลุดหายไปจากใจ
ใจความสำคัญ
- สติเปรียบเหมือนทำนบกั้นกระแสบาป และเหมือนคนรักษาประตู ไม่ให้บาปไหลเข้าสู่จิต ไม่ให้ความดีงามหลุดหายไปจากใจ
- เมื่อพลัดพรากจากของรัก ผู้มีสติจะระลึกได้ว่าความเกิด ความแก่ ความตายเป็นธรรมดา ความโศกจึงไม่เกิดขึ้น
- ความจำที่มั่นคงในคำสอนเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ เมื่อเผชิญปัญหา สติจะดึงคำสอนมาบอกว่าควรคิดและวางใจอย่างไร
- สติปัฏฐาน ๔ คือ ฐานกาย ฐานเวทนา ฐานจิต และฐานธรรมะ เป็นที่ตั้งที่จะทำให้สติเกิด
- คำสอนของพระพุทธเจ้าตลอด ๔๕ ปี รวมอยู่ในความไม่ประมาท คือความเป็นอยู่ด้วยการไม่ขาดสติ
สติ เปรียบเหมือนทำนบกั้นกระแสบาป ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอิจฉาริษยา มิจฉาทิฏฐิ ทั้งหลายเหล่านี้ จะไหลเข้าสู่จิตไม่ได้ ถ้ามีสติกำกับอยู่กับใจ ใจก็เลยมีเครื่องป้องกันคือสติ
อุปมาสติเป็นดั่งคนรักษาประตู สติจึงเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน ไม่ปล่อยให้บาปไหลเข้าสู่จิต นอกจากสติจะกั้นไม่ให้บาปอกุศลไหลเข้าสู่จิตแล้ว สติยังมีหน้าที่รักษา ปกป้อง ไม่ให้คุณธรรมความดีงามหลุดหายไปจากใจด้วย
เมื่อเราต้องพบกับความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ถ้ามีสติกำกับ ความโศก ความรำพันจะไม่เกิดขึ้น ทำไมแม่จึงจากเราไป ทำไมพ่อจึงจากเราไป ไม่ต้องไปบ่นเพ้อ เพราะมีสติกำกับอยู่กับตัว เมื่อมีสติครองตนก็ระลึกได้ว่าเรามีความเกิดเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเกิดไปได้ เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น เรามีกรรมเป็นของของตน เราทำดีจักได้ดี เราทำชั่วจักประสบความชั่วนั้น
ความทุกข์ทางกายและความทุกข์ทางใจนี้ เป็นสภาพที่หมู่สัตว์ไม่ต้องการพบและไม่ต้องการเข้าถึง ทำอย่างไรจึงจะดับทุกข์ทางกายทุกข์ทางใจได้ วิธีการคือต้องฝึกสติ เจริญสติ ถ้ามีกายอยู่ก็ต้องทุกข์กาย ถ้ามีใจอยู่ก็ต้องทุกข์ใจ ถ้าบุคคลเจริญสติได้เต็มที่ก็ดับขันธ์นิพพาน เมื่อนิพพานแล้วไม่ต้องมีกาย ไม่ต้องมีใจ ก็พ้นจากความทุกข์กายทุกข์ใจอย่างแน่นอน
พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงว่า สติอยู่ในกระแสชีวิตของหมู่สัตว์ แต่หมู่สัตว์ไม่มีอุบายวิธีที่จะเจริญสติหรือทำให้สตินั้นมีพลังขึ้นมาได้ ถูกกิเลสความสกปรกทั้งหลายกลบสติไว้ ทำให้สติหมดบทบาทจากการดำเนินชีวิต ก็กลายเป็นอยู่ด้วยการขาดสติ มีชีวิตอยู่แบบหายใจทิ้งไปวัน ๆ แม้มีชีวิตอยู่ก็ขึ้นชื่อว่าตายแล้ว เพราะเป็นอยู่โดยไม่มีสติครองตน
ความจำที่มั่นคงเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ
สติจะเกิดได้อย่างไร สติมีความจำที่มั่นคงเป็นเหตุใกล้ คือจำในเรื่องของคำสอน ฉะนั้น บุคคลที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นข้อมูล หรือการฟังธรรมะมามาก อ่านมาก ศึกษามาก สาธยายจนคล่องปาก เจนใจ คือระลึกถึงจนภาพนั้นปรากฏ บุคคลที่จำคำสอนได้จึงได้เปรียบ เมื่อเผชิญกับปัญหาใด ๆ สติจะทำหน้าที่ดึงข้อมูลมาบอกว่าควรคิดอย่างไร ควรวางใจ หรือควรปฏิบัติต่อสิ่งนั้นอย่างไร สติจะมีความระลึกมั่นต่ออารมณ์ หมายความว่า จะระลึกให้จิตนั้นอยู่กับกุศลความดี และดึงข้อมูลที่จะใช้ในการวิจัยแยกแยะได้อย่างชัดเจน หากสติสามารถดึงข้อมูลได้เร็ว แสดงว่าสติแข็งแรง
สติปัฏฐาน ๔ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ
ในโลกนี้ทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะไม่เป็นฐาน ไม่เป็นที่ตั้งของสติ เราสามารถนำมาระลึกเป็นที่ตั้งให้เกิดสติได้ทั้งสิ้น สติปัฏฐาน เป็นอุบายวิธีที่จะทำให้สติเกิด ฐานหรือที่ตั้งที่จะทำให้สติเกิดขึ้นแบ่งเป็น ๔ ฐาน
-
ฐานกาย (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ได้แก่
- ลมหายใจเข้าออก
- อิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน
- สัมปชัญญะในฐานะ ๗ คือ ก้าวไป ถอยกลับ แลตรง แลเหลียว คู้เข้า เหยียดออก นุ่งห่มผ้า ถือภาชนะ กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ยืน เดิน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง
- ป่าช้าทั้ง ๙ คือ ซากศพที่ตายแล้ว ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน… จนถึงกระดูกเป็นผุยผงเรี่ยรายทั่วแผ่นดิน
ต้องการชี้ให้เห็นว่า กายในโลกใบนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต จัดว่าเป็นกายทั้งสิ้น
-
ฐานเวทนา (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ได้แก่ ความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉย ๆ (สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา) ทั้งเวทนาที่อิงอาศัยกิเลสและเวทนาที่ไม่อิงอาศัยกิเลส
-
ฐานจิต (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ได้แก่ จิตมีราคะ จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ จิตปราศจากโทสะ เป็นต้น ล้วนเป็นฐานเป็นที่ตั้งของสติให้ไประลึกได้
-
ฐานธรรมะ (ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ โพชฌงค์ ๗ อริยสัจ ๔
ในปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าที่กล่าวว่า
“หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว, วะยะธัมมา สังขารา, อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ, อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปัจฉิมา วาจา.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง พวกเธอทั้งหลาย จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด นี้แลเป็นพระวาจาที่ตรัสครั้งสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า”
จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด ความไม่ประมาทในที่นี้เป็นชื่อของสติ ระวังใจไม่ให้กำหนัดในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ระวังใจไม่ให้ขัดเคืองในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งของความขัดเคือง ระวังใจไม่ให้ลุ่มหลงในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งของความลุ่มหลง เป็นต้น การระวังใจอย่างนี้ต้องมีสติมากำกับในการดำเนินชีวิต ความกำหนัด ความขัดเคือง ความมัวเมาลุ่มหลงก็จะไม่เกิดขึ้น สติจึงเป็นที่พึงปรารถนาในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ
เป็นการสรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดที่แสดงมา ๔๕ ปี มารวมอยู่ในความไม่ประมาท คือความเป็นอยู่ด้วยการไม่ขาดสติ
บทสวดที่เกี่ยวข้อง
อ่านและสวดตามได้ในหนังสือสวดมนต์ของภาวนาราม
ที่มา: หนังสือธรรมดี ชีวีมีสุข โดยพระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ISBN 978-616-8325-05-6 หน้า ๒๗–๓๒