← มูเตลู อย่างรู้และเข้าใจ
มูเตลู อย่างรู้และเข้าใจ

การอุทิศบุญแก่เปรต

การอุทิศบุญจะสำเร็จเมื่อญาติผู้ล่วงลับรับรู้และอนุโมทนาเอง ควรอุทิศแก่หมู่ญาติทั้งหมดในสังสารวัฏโดยไม่มีประมาณ และบุญของเราไม่ลดลง

จากหนังสือ ธรรมดี ชีวีมีสุข โดย พระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม หน้า ๘๑–๘๗ ทบทวนล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

ใจความสำคัญ

  • ญาติของเราในสังสารวัฏมีมากมายนัก เมื่อทำบุญ ควรยกพ่อแม่ในปัจจุบันเป็นประธาน และอุทิศแก่หมู่ญาติทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ
  • บุญจะสำเร็จแก่ญาติผู้ล่วงลับ เมื่อเขาทำกุศลจิตให้เกิดขึ้นแล้วน้อมอนุโมทนาเอง
  • เปรตญาติจะได้รับสิ่งที่เหมาะกับภพภูมิของเขา เราจึงควรถวายสิ่งที่เหมาะสมแก่พระสงฆ์ผู้รับ ด้วยความเคารพ
  • การกรวดน้ำเป็นการรวบรวมสมาธิก่อนอุทิศส่วนบุญ หากไม่มีน้ำ ก็ตั้งจิตให้เป็นสมาธิแล้วอุทิศได้เลย
  • การอุทิศส่วนบุญ คือ ปัตติทาน ไม่ได้ทำให้บุญของเราหายไป กลับยิ่งทำให้บุญเกิดมากขึ้น เหมือนการจุดเทียนต่อกัน

เมื่อมนุษย์เราต่างเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ มีการเกิดและตายมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ฉะนั้น ญาติของเราจึงมีมากมายนัก แต่บุคคลส่วนใหญ่พอจะทำบุญ เราจะนับญาติเฉพาะในชาตินี้ ใครที่จากไปในชาติที่แล้ว เราไม่นับญาติ แสดงว่าความจำของเราสั้น แค่ลมหายใจขาด เราก็ลืมทุกคน

แท้ที่จริง ญาติเราไม่ได้มีแค่นั้น เหมือนญาติของพระเจ้าพิมพิสารที่เคยเกิดร่วมกันมาในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ต่อมาบรรดาหมู่ญาติเหล่านี้ไปกระทำผิด แอบเอาของของสงฆ์ไป เป็นเหตุให้ญาติกลุ่มนี้เมื่อตายไป ก็ไปเกิดเป็นเปรต ต้องเฝ้ารอพระเจ้าพิมพิสารมาเกิดในสมัยของพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดหนึ่งพุทธันดร พระเจ้าพิมพิสารจึงได้ทำบุญอุทิศให้ เปรตเหล่านี้จึงพ้นจากความทุกข์

วันหนึ่ง เมื่อพระเจ้าพิมพิสารได้ถวายมหาทานแด่สงฆ์อันมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระประมุข แต่พระเจ้าพิมพิสารไม่ได้อุทิศส่วนกุศลให้ บรรดาหมู่เปรตผิดหวังอย่างมาก ก็ไปร้องโหยหวนด้วยเสียงอันดังในพระราชวัง รุ่งเช้า พระเจ้าพิมพิสารไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลถาม พระพุทธเจ้าตอบว่า เป็นเสียงญาติของมหาบพิตรที่มีความทุกข์ใจ เนื่องจากมหาบพิตรทำบุญแล้วไม่อุทิศบุญให้ เพราะไม่ใช่ญาติปัจจุบัน แต่เป็นญาติที่ห่างกันมาชั่วสังสารวัฏ

พระเจ้าพิมพิสารจึงถามถึงวิธีการแก้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า เมื่อญาติเหล่านั้นไม่มีที่อยู่อาศัย ก็สร้างที่อยู่อาศัยถวายแด่สงฆ์แล้วน้อมอุทิศ ญาติเหล่านั้นไม่มีอาหาร ก็นำอาหารถวายแด่สงฆ์แล้วน้อมอุทิศ ญาติเหล่านั้นไม่มีเสื้อผ้า ให้ถวายจีวรแด่สงฆ์แล้วน้อมอุทิศ ญาติเหล่านั้นไม่มียานพาหนะ ก็ถวายร่ม รองเท้า แล้วน้อมอุทิศ เป็นต้น

เมื่อน้อมของยกถวายแด่สงฆ์ ให้พระเจ้าพิมพิสารกล่าวคำอุทิศว่า “ขอบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด”

พระพุทธเจ้าทรงทำให้พระเจ้าพิมพิสารเห็นหมู่เปรตนั้น เมื่อหมู่เปรตอนุโมทนาบุญ บางส่วนก็ตายจากสภาพเปรตไปเกิดเป็นเทวดา บางส่วนก็ได้รับอาหาร ได้เสื้อผ้า ได้วิมาน

การอุทิศบุญ ต้องนึกถึงหมู่ญาติทั้งหมดที่ผ่านมาในสังสารวัฏ

ยกตัวอย่าง เมื่อนำอาหารไปถวายพระ ควรทำกุศลจิตให้เกิดขึ้น นึกถึงหมู่ญาติทั้งหลายที่ร่วมกันมาในสังสารวัฏ ให้ยกแม่และพ่อในปัจจุบันเป็นประธาน และบรรดาหมู่ญาติทั้งหลายโดยไม่จำกัดเป็นบริวาร ห้ามให้เฉพาะพ่อแม่ของเราในชาติปัจจุบันเท่านั้น ต้องน้อมให้พ่อแม่และบริวารอีกมากมายในสังสารวัฏที่เคยร่วมในกระแสชีวิต ขออุทิศส่วนบุญนี้โดยไม่มีประมาณให้เขาเหล่านั้น

บุญจะสำเร็จได้ เขาต้องอนุโมทนาเอง

พ่อ แม่ ปู่ ตา ย่า ยาย ที่ตายไปแล้ว ถ้าเกิดเป็นอมนุษย์ที่รู้เห็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลของเรานี้ เขาจะต้องมีใจยินดี ทำกุศลจิตให้เกิดขึ้น แล้วน้อมอนุโมทนา แต่ถ้าผู้ใดไม่สามารถยังกุศลจิตให้เกิดขึ้นได้จากการอนุโมทนา บุญก็ไม่สำเร็จกับญาตินั้น

หากเราทำบุญแล้วไม่ได้อุทิศส่วนบุญ เขาอนุโมทนาได้หรือไม่

แท้จริงแล้วหากเปรตญาติเหล่านั้น สามารถตั้งมุทิตาจิตแล้วน้อมอนุโมทนาในบุญนั้น ก็สามารถทำได้เลยโดยที่เราไม่ต้องกล่าวคำอุทิศส่วนบุญให้ แต่ในความเป็นจริง เปรตญาติเหล่านั้นจะรู้สึกว่าเราหวงในบุญ ทำบุญแล้วไม่ยอมอุทิศให้ ไม่ยอมแบ่งส่วนบุญให้ เมื่อคิดแบบนี้ จิตใจเศร้าหมอง ก็จะไม่สามารถยังกุศลจิตให้เกิดขึ้นแล้วน้อมอนุโมทนาได้ ผลบุญที่เกิดจากการอนุโมทนาก็จะไม่เกิดขึ้น

เปรตญาติทั้งหลายจะได้รับสิ่งของอย่างไร

เรามักคิดว่า พระเป็นบุรุษไปรษณีย์ ถวายอาหารอะไร เปรตญาติจะได้รับอาหารนั้น หรือถวายจีวรแล้ว เขาจะได้จีวร จริง ๆ แล้วเขาจะได้รับสิ่งที่เหมาะสมกับภพภูมิของเขา เช่น เมื่อถวายจีวรแล้ว เราอุทิศส่วนบุญ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มอันเป็นทิพย์ก็จะปรากฏแก่เขา ที่เหมาะกับภพภูมินั้น ๆ ของเขา ฉะนั้น การถวายอาหารก็ดี ถวายไทยธรรมต่าง ๆ ก็ดี เราจึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมแก่พระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้รับ ถือเป็นการให้ด้วยความเคารพ

เราจำเป็นต้องกรวดน้ำหรือไม่

การกรวดน้ำ ปรากฏในตอนที่พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายมหาทานแด่สงฆ์ แล้วหลั่งน้ำลงบนฝ่ามือของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการรวบรวมสมาธิ ทำจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว ก่อนที่จะทำการอุทิศส่วนบุญ หากเราไม่มีน้ำก็ไม่เป็นไร เราสามารถตั้งจิตให้เป็นสมาธิ ก่อนทำการอุทิศส่วนบุญนั้นได้เลย

ญาติที่เป็นเทวดา เขาจะได้รับผลจากการอุทิศส่วนบุญอย่างไร

ส่วนญาติที่เป็นเทวดาอยู่ในเทวภูมิ ซึ่งไม่ได้ขาดแคลนเสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ยา และอาหาร ก็สามารถมีส่วนในบุญได้ เช่น เมื่อเราฟังพระสัทธรรม มีศีล สมาธิ ปัญญา มีศรัทธา มีความเพียร เป็นต้น เกิดขึ้น เราได้น้อมบุญจากการฟังธรรมนั้นอุทิศแก่ญาติทั้งหลาย เมื่อเขารับรู้และได้อนุโมทนา เขาก็จะได้รับบุญ ได้รับความชื่นใจ ประดับจิต ปรุงแต่งจิตของเขา และนำไปต่อยอด ให้ได้ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิได้

การอุทิศส่วนบุญ จะทำให้บุญของเราน้อยลงหรือไม่

การอุทิศส่วนบุญ เป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ คือ ปัตติทาน การอุทิศส่วนบุญ ไม่ได้ทำให้บุญของเราหายไป กลับยิ่งทำให้บุญนั้นเกิดมากขึ้น เป็นการขยายขอบเขตของบุญให้กว้างขวาง เหมือนการจุดประทีป จุดเทียน เมื่อจุดต่อกันไปเรื่อย ๆ แล้วกลับยิ่งทำให้มีแสงสว่างมากขึ้น ฉะนั้น เมื่อเราทำบุญให้เกิดขึ้นแล้ว ควรน้อมใจอุทิศส่วนบุญนั้นทั้งหมด

ถ้าเราทำด้วยความรู้ความเข้าใจว่า เราได้เกื้อกูลหมู่ญาติ กุศลก็เกิดมาก ถ้าเราไม่รู้ เราก็จะให้แค่ตามพิธี ให้แล้วก็จบ แต่เมื่อเราฟังพระสัทธรรมอย่างถูกต้อง หรือทำบุญอื่น ๆ ด้วยการวางท่าทีทางใจอย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะชื่นใจว่า เราได้สงเคราะห์อนุเคราะห์เกื้อกูลหมู่ญาติ ที่เคยร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย กับเรามามากมายนัก ขอให้ท่านทั้งหลายจงสุขกายสุขใจและปลอดภัย เบิกบาน เป็นสุข พ้นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนา และเราก็จะอุทิศให้อย่างไม่จบไม่สิ้นจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เมื่อเวลาผ่านไป เราระลึกถึงกุศลเหล่านี้ทีไร จิตก็จะเอิบอิ่มจากการเจริญกุศลได้อย่างแท้จริง

บทสวดที่เกี่ยวข้อง

อ่านและสวดตามได้ในหนังสือสวดมนต์ของภาวนาราม

ที่มา: หนังสือธรรมดี ชีวีมีสุข โดยพระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ISBN 978-616-8325-05-6 หน้า ๘๑–๘๗