เทวดามีจริงหรือไม่
ในทางพระพุทธศาสนา เทวดามี ๓ กลุ่ม คือ สมมติเทวดา อุปัตติเทวดา และวิสุทธิเทวดา เทวดาเกิดแบบโอปปาติกะ อยู่ในสวรรค์ ๖ ชั้น
ใจความสำคัญ
- ในทางพระพุทธศาสนาจัดเทวดาเป็น ๓ กลุ่ม คือ สมมติเทวดา อุปัตติเทวดา และวิสุทธิเทวดา ผู้หมดกิเลส
- ผู้ที่จะเกิดเป็นเทวดาต้องมีหิริโอตตัปปะ รักษาศีล บำเพ็ญกุศลกรรมบถ มีสติสัมปชัญญะ มีขันติโสรัจจะ และมีความกตัญญู
- เทวดาอาจตายเมื่อกำลังบุญหมด หรือตายก่อนหมดอายุขัยเพราะมัวเพลิดเพลิน หรือเพราะปล่อยให้โทสะ อิสสาเกิดขึ้นในใจ
- เทวดาเจริญกุศลได้ และหากมีสติ มีกัลยาณมิตร แม้อยู่ในเทวภูมิก็บรรลุธรรมได้
- เทวดาไม่มาปรากฏให้มนุษย์เห็น เพราะกายมนุษย์หยาบ สกปรก มีกลิ่นเหม็น และเทวดามักเพลิดเพลินจนลืมภพภูมิเดิม
เทวดา แปลว่า บุคคลที่ย่อมแล่นกับกามคุณ กลุ่มเทวดาทั้งหลายเกิดแบบโอปปาติกะ คือ เกิดแล้วโตขึ้นทันที ในภพของเทวดานั้น เทวดาจะไม่แก่ ไม่มีความเสื่อม มีความสุขกับสีสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสนิ่ม กามคุณของเทวดาจะโชติช่วงมาก
ในทางพระพุทธศาสนาจัดเทวดาเป็น ๓ กลุ่ม
- สมมติเทวดา ได้แก่ พระราชา มหากษัตริย์
- อุปัตติเทวดา ได้แก่ เทวดาและพรหม โดยการอุบัติขึ้นตามภพภูมิต่าง ๆ
- วิสุทธิเทวดา ได้แก่ เทวดาโดยความบริสุทธิ์ หมดกิเลส
ผู้ใดปรารถนาจะเป็นเทวดา ก็สามารถฝึกตนเองให้เป็นเทวดาได้ โดยการเอากิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ ออกจากใจ ด้วยกำลังของปัญญาญาณ ชำระกิเลสได้เมื่อไร ก็จะเป็นวิสุทธิเทวดา หรือเทวดาโดยความบริสุทธิ์ ซึ่งหมายถึงผู้หมดกิเลส ดังเช่น พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก
สวรรค์
เป็นที่เพลิดเพลิน ที่รื่นเริง มีความสุข เป็นที่อยู่ของเทวดาทั้งหลาย สวรรค์มี ๖ ชั้น ได้แก่ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี บางแห่งเทวภูมินับเนื่องไปถึงรูปพรหมและอรูปพรหม ในบรรดาสวรรค์ทุกชั้นมีความงดงามมาก มีดอกไม้ทิพย์ มีดนตรีอันเป็นทิพย์
ธรรมของเทวดา
บุคคลที่จะเกิดเป็นเทวดา จะต้องมีหิริโอตตัปปะ มีความละอายเกรงกลัวต่อบาป รักษาศีล บำเพ็ญกุศลกรรมบถ มีสติสัมปชัญญะ มีขันติโสรัจจะ มีความกตัญญูรู้คุณ ตอบแทนคุณ เป็นต้น
ธรรมของท้าวสักกะจอมเทพ
ท้าวสักกะจอมเทพ เป็นใหญ่เหนือกว่าเทวดาทั้งหลาย เป็นผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์ เนื่องจากเมื่อยังเป็นมนุษย์ได้สมาทาน วัตตบท ๗ ประการ คือ
- เลี้ยงดูมารดาบิดาตลอดชีวิต
- ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลตลอดชีวิต
- กล่าววาจานุ่มนวลตลอดชีวิต
- ไม่กล่าววาจาส่อเสียด ไม่พูดยุแยง ไม่ชวนให้คนขัดแย้งทะเลาะกันตลอดชีวิต
- มีใจปราศจากความตระหนี่ ยินดีในการให้ ยินดีในการบริจาคทานตลอดชีวิต
- กล่าวความจริงตลอดชีวิต
- ไม่โกรธ แม้ว่าโกรธก็ระงับได้โดยทันที ไม่ปล่อยให้ความโกรธค้างใจ
อันตรายของการเป็นเทวดา
- กำลังบุญหมด คือ หมดอายุขัยแล้วก็ต้องตาย ไปเกิดตามกำลังบุญที่ให้ผลต่อไป ซึ่งอาจจะไปอบาย ทุคติ ได้ ถ้ามีบุญมาก เป็นเทวดาที่มีศักดิ์ใหญ่ ก็จะทราบได้ว่าตายแล้วจะไปเกิดเป็นอะไร แต่เทวดาที่บุญน้อย จะไม่ทราบว่าเมื่อตายจากภพเทวดาแล้วตนจะไปเกิดเป็นอะไร
- เทวดาบางตนตายก่อนหมดอายุขัย เนื่องจากมัวปล่อยใจเพลิดเพลินกับความงามบนสวรรค์ เพลิดเพลินกับเสียงดนตรีอันเป็นทิพย์ จนลืมมนสิการนำอาหารทิพย์มาหล่อเลี้ยงร่างกาย จึงถูกเผาด้วยไฟธาตุที่เรียกว่า ปาจกเตโชจนถึงแก่ความตาย (เทวดากลุ่มนี้เรียกว่า ขิฑฑาปโทสิกาเทวดา)
- เทวดาบางตนตายก่อนหมดอายุขัย เนื่องจากปล่อยให้กิเลส คือ โทสะ ความโกรธ อิสสา ความริษยาเกิดขึ้นในใจ เนื่องจากร่างกายเทวดามีความละเอียดอ่อน เมื่อเกิดความโกรธขึ้นมา ไฟจากโทสะจะเผาร่างกายของเทวดานั้น จนทนไม่ได้และถึงแก่ความตาย (เทวดากลุ่มนี้เรียกว่า มโนปโทสิกาเทวดา)
นิมิตใกล้ตายของเทวดา
- วิมานที่อยู่เริ่มเศร้าหมอง
- เสื้อผ้าเศร้าหมอง
- กระวนกระวาย ไม่สบายใจ
- เหงื่อออกจากรักแร้
- แท่นที่ประทับแข็ง
เทวดาทำบุญได้ไหม
เทวดาสามารถเจริญกุศลได้ เช่น ฟังธรรม อนุโมทนาบุญ สามารถรักษาศีลได้ แต่ส่วนมากมักจะหลงเพลิดเพลินไปกับสิ่งสวยงามบนสวรรค์ หากมีสติ มีกัลยาณมิตร แม้อยู่ในเทวภูมิก็สามารถบรรลุธรรมได้
ทำอย่างไรเมื่อเป็นเทวดาแล้ว จะไม่หลงเพลิดเพลิน
ต้องฝึกเจริญสติปัฏฐานให้แข็งแรง ให้มีความละอายเกรงกลัวต่อบาป ทำกุศลศีลให้เกิดขึ้นได้จริง หากเราเพียรเจริญสติปัฏฐานแข็งแรง สั่งสมมาดี แม้ไปพบเจอสิ่งสวยงามในเทวภูมิก็จะมีอัธยาศัยไม่มัวเมาลุ่มหลง ไม่ติดอยู่กับกามคุณอารมณ์หรือสิ่งสวยงามต่าง ๆ
ทำไมเทวดาไม่มาปรากฏให้มนุษย์เห็น เพื่อพิสูจน์ว่าภพภูมิมีจริง
เพราะมนุษย์มีกายหยาบ สกปรก มีกลิ่นเหม็น เทวดาจึงไม่อยากมาอยู่ใกล้ ยกเว้นว่าเทวดาจะเลือกมาปรากฏแก่บุคคลที่มีกำลังบุญช่วยเหลือเขาได้ เช่น สมัยพุทธกาล เทวดาต่างลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้า อีกประการหนึ่งก็คือ ธรรมดาปุถุชนเมื่อไปเกิดเป็นเทวดา ก็จะมีความสุขเพลิดเพลินจนลืมภพภูมิเดิม กว่าจะรู้ตัว เวลาในโลกมนุษย์ก็อาจจะผ่านไปนานมากจนญาติพี่น้อง คนรู้จักตายหมดแล้ว
ที่มา: หนังสือธรรมดี ชีวีมีสุข โดยพระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ISBN 978-616-8325-05-6 หน้า ๗๑–๗๖