← ความจริงของชีวิต
ความจริงของชีวิต

โทษของวจีทุจริต

วจีทุจริต คือ พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อ เป็นกรรมที่แก้ยากที่สุด ติดง่าย และให้ผลบาปมาก เช่น ไม่มีคนเชื่อถือ

จากหนังสือ ธรรมดี ชีวีมีสุข โดย พระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม หน้า ๕๘–๖๒ ทบทวนล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

ใจความสำคัญ

  • กรรมมี ๓ อย่าง คือ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม วจีกรรมมี ๔ ทาง คือ พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อ
  • วจีกรรมแก้ยากที่สุดในบรรดากรรมทั้งหลาย ดังเรื่องลูกสาวคนที่ ๔ ที่นายโจรแก้นิสัยได้ทุกคนยกเว้นนาง
  • เชื้อของการพูดเท็จ ส่อเสียด คำหยาบ เพ้อเจ้อ ติดง่ายมาก ค่านิยมผิด ๆ ทำให้เกิดสังคมไร้สติ
  • ผลบาปจากวจีทุจริต เช่น ไม่มีคนเชื่อถือ มีปัญหาสุขภาพปากและฟัน และได้รูปร่างหน้าตาที่ไม่ดี
  • บุคคลพึงเปล่งวาจางามเท่านั้น การเปล่งวาจางามย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ ผู้เปล่งวาจาชั่วหยาบย่อมเดือดร้อน

ในอกุศลกรรมบถ หรือทางแห่งอกุศลกรรม ทางทำความชั่ว กรรมชั่วอันเป็นทางนำไปสู่ความเสื่อม ความทุกข์ หรือทุคติ พระพุทธเจ้าตรัสว่า กรรมมี ๓ อย่าง คือ

  • กายกรรม มี ๓ ทาง คือ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ และการประพฤติผิดในกาม
  • วจีกรรม มี ๔ ทาง คือ พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อ
  • มโนกรรม มี ๓ ทาง คือ เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา (อภิชฌา) คิดร้ายผู้อื่น (พยาบาท) และเห็นผิดจากคลองธรรม (มิจฉาทิฏฐิ)

กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมนั้น วจีกรรมเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องคำพูด พูดเท็จกับพูดจริง พูดให้แตกร้าวกับพูดให้สมัครสมานสามัคคี พูดจาหยาบ (พูดด้วยโทสะ) ความอาฆาตพยาบาทเกิดขึ้นก็เปล่งวาจาชั่วร้ายออกมา พูดเพ้อเจ้อ คือ พูดไม่เป็นอรรถไม่เป็นธรรมะ พูดเรื่อยเปื่อย เห็นนกก็พูดเรื่องนก เห็นน้ำก็พูดเรื่องน้ำ เห็นภูเขาก็พูดเรื่องภูเขา วจีกรรมจึงแก้ยากที่สุดในบรรดากรรมทั้งหลาย ดังตัวอย่างเรื่องเล่าต่อไปนี้

สองสามีภรรยามีลูกสาวทั้งหมด ๔ คน ลูกคนที่ ๑ นั้นเป็นคนเจ้าชู้ เปลี่ยนหน้าคู่ควงไม่ซ้ำวัน มีสามีมาก จนพ่อแม่จำหน้าลูกเขยไม่ได้ ลูกคนที่ ๒ เป็นคนชอบกิน กินจุ คนที่ ๓ ชอบลักขโมย และคนที่ ๔ ชอบพูดเท็จ พูดหยาบ พูดส่อเสียด สองสามีภรรยาคิดว่าลูกมีความชั่วติดมาจนรักไม่ลง พ่อแม่จึงเอาลูกทั้งหมดไปปล่อยลอยลงทะเล

ในทะเลมีโจรสลัด ซึ่งหัวหน้าโจรสลัดนั้นเป็นบัณฑิต คือ ผู้มีปัญญามาก เห็นทั้ง ๔ คนก็พิจารณาว่า คนที่หน้าตาสวยถูกปล่อยทิ้งทะเล น่าจะมีจุดบกพร่อง นายโจรก็คิดจะแก้นิสัยของทั้ง ๔ คน มองออกว่าแต่ละคนมีนิสัยอย่างไร

คนที่ ๑ ที่ชอบมีสามีมาก โจรก็เอามาไว้ในฐานะภรรยา ให้สมุนร้องเรียกว่าคุณนาย นางก็ไม่สำส่อนอีกต่อไป คนที่ ๒ ชอบลักขโมย จึงให้ไปอยู่เรือนคลัง มีหน้าที่ถือกุญแจ นางก็นั่งนับเงินนับทองทั้งวัน คนที่ ๓ กินจุ ให้ไปอยู่ที่ห้องครัว ได้กินทุกวันจนเบื่อ แต่คนที่ ๔ แก้ไม่ได้ เพราะมีวาจาชั่ว พอไปอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็มีแต่คนทะเลาะกัน นายโจรแก้นิสัยไม่ได้ก็ปล่อยไปตามยถากรรมโดยปล่อยลงเรือแพไป

เมื่อลอยไปกลางทะเล มีนกอินทรียักษ์ ๒ ตัวเห็นนางอยู่ในแพจึงคิดช่วยเหลือ ก็ใช้ปากคาบไม้มาเพื่อให้นางโหนบนไม้ จะได้บินพาไปสู่ฝั่ง นางคนนี้ถูกทิ้งทะเลมานาน ทนไม่ได้เพราะไม่ได้พูดมาหลายวันแล้ว ก็ขยับมือเข้าไปใกล้นกอินทรี พูดเกี้ยวพาราสี ทำอาการกิริยายั่วยวนนกอินทรีตัวผู้ แล้วก็ไต่มายังนกอินทรีตัวเมีย ไปพูดจาไม่ดีว่านกอินทรีตัวผู้มาเกี้ยวพาราสีนาง เป็นเหตุให้นกอินทรีตัวเมียโกรธผัว ก็ปล่อยท่อนไม้ ไล่จิกผัว เป็นเหตุให้นางตกทะเลลงมาตาย เป็นศพลอยอยู่หน้าวัด

เจ้าอาวาสวัดลงมาที่ท่าน้ำ เห็นศพนางก็คิดว่าเป็นศพไม่มีญาติ จึงนำกะโหลกมาทำเป็นกระถางเสียบธูปในอุโบสถ เวลาพระสวดมนต์แล้วจะทำให้นางได้อานิสงส์ไปผุดไปเกิดบ้าง เมื่อพระวัดนั้นสวดมนต์ก็มีแต่ทะเลาะต่อยตีกัน อะไรหนอที่ทำให้แตกแยก ดูไปดูมาก็เห็นเป็นกะโหลก จึงนำไปทิ้งในป่าช้า

ต่อมามีชายสองคนแอบไปต้มเหล้าในป่าช้า คนหนึ่งตาลาย คว้าเอากะโหลกมาทำก้อนเส้าต้มเหล้า สองคนก็ทะเลาะกัน ก็เอาขี้เถ้าเผากะโหลกจนละเอียด โยนลงลำธาร น้ำในลำธารก็ไหลไปทั่ว เป็นเหตุให้มนุษย์ดื่มกินเลยสิ้นสัจจา

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เราไปติดพฤติกรรมคำพูดหรือการกระทำของคนที่มีลักษณะแบบนี้ง่าย เชื้อของการพูดเท็จ ส่อเสียด คำหยาบ เพ้อเจ้อ ติดง่ายมาก บางทีเห็นคนพูดเท็จก็รู้สึกชอบ ถ้าหากพูดจริงก็ดูเหมือนคนซื่อ ๆ เกินไป ถ้าพูดคำหยาบก็รู้สึกสะใจน่าฟัง ถ้าพูดส่อเสียดแล้วให้คนแตกแยกกันก็รู้สึกเจ๋งมาก ถ้าพูดเพ้อเจ้อ พูดเท็จปนจริงก็รู้สึกตลก มีค่านิยมผิด ๆ ก็กลายเป็นการสร้างปัญหาให้กับสังคม กลายเป็นการตื่นข่าวและจุดกระแสผิด ๆ ขึ้นมา ชอบโฆษณาอ้างในเรื่องผิด ๆ เป็นสังคมไร้สติ เป็นสังคมบริโภค ไม่ใช่สังคมแห่งการศึกษาเรียนรู้ หนักเข้าก็กลายเป็นปัญหา

ฉะนั้น อย่าสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมแห่งการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ต้องศึกษาว่า ถ้าพูดแบบนี้จะมีผลหรือปัญหาอย่างไร ลองเอาผลของกรรมหรือการพูดแบบนั้นขึ้นมาพิจารณา เราจะเห็นภาพชัด ผลบาปที่เกิดจากการพูดมีมาก เช่น ไม่มีคนเชื่อถือ มีปัญหาเรื่องสุขภาพปากและฟัน มีกลิ่นปากที่เหม็น หรือเห็นคนอ้วนก็ไปบอกว่าเขาผอม เขาต่ำก็ไปบอกว่าเขาสูง กรรมที่ไปพูดแบบนี้ ตนเองก็จะได้รูปร่างสัดส่วนที่ไม่ดี การที่เราได้บุคลิกภาพที่ไม่ดี หน้าตาที่ไม่ดี ผิวพรรณที่ไม่ดี ทรวดทรงที่ไม่งดงามทั้งหลาย โดยมากก็มาจากวจีทุจริตนั่นเอง

บุคคลพึงเปล่งวาจางามเท่านั้น
ไม่พึงเปล่งวาจาชั่วหยาบเลย
การเปล่งวาจางาม ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ
ผู้เปล่งวาจาชั่วหยาบ ย่อมเดือดร้อน

ที่มา: หนังสือธรรมดี ชีวีมีสุข โดยพระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ISBN 978-616-8325-05-6 หน้า ๕๘–๖๒