← ความจริงของชีวิต
ความจริงของชีวิต

อย่าเอาทุกข์มาทับถมตน: สุขใหม่ทับถมสุขเก่า ทุกข์ใหม่ทับถมทุกข์เก่า

คนส่วนใหญ่ทุกข์ง่าย สุขยาก เพราะดึงทุกข์ข้างนอกมาใส่ตนและคิดวนซ้ำ ๆ พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า อย่าเอาทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์

จากหนังสือ ธรรมดี ชีวีมีสุข โดย พระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม หน้า ๔๓–๔๘ ทบทวนล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

ใจความสำคัญ

  • ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรเห็น สุขเป็นสิ่งที่ควรเป็น เราควรเห็นทุกข์ด้วยใจเป็นสุข ไม่ใช่เห็นทุกข์ด้วยใจเป็นทุกข์
  • เราโดนตำหนิจริงเพียงครั้งเดียว แต่การเอาคำตำหนิมาคิดวนซ้ำ ๆ คือการตำหนิตัวเองนับพันนับล้านครั้ง
  • ไม่ใช่คนอื่นที่ทำร้ายเรา แต่ความคิดของเราเองที่ทำร้ายตัวของเรา
  • สุขใหม่ทับถมสุขเก่า ทุกข์ใหม่ทับถมทุกข์เก่า ดังเรื่องพระนางอุพพรีในอัสสกชาดก
  • สุขทุกข์ในปัจจุบันเล็กน้อยนัก เมื่อเทียบกับความสุขความทุกข์ที่เราผ่านมาในสังสารวัฏ

อย่าเอาทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์

คนส่วนใหญ่เป็นคนที่มีความทุกข์ง่าย มีความสุขยาก ทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรเห็น สุขเป็นสิ่งที่ควรเป็น คือเราควรเห็นทุกข์ด้วยใจเป็นสุข แต่ที่เราเป็นคือ เราเห็นทุกข์ด้วยใจเป็นทุกข์”

แปลว่าเราเป็นคนที่มีความสามารถในการดึงเอาทุกข์ข้างนอกมาใส่ไว้ในตน และสามารถปรุงแต่งทุกข์ได้เก่ง สามารถทุกข์ได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะฝนตก รถติด แดดออก หรือแดดไม่ออก ก็ทุกข์ได้

พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า
“อย่าเอาทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์”

คนบางคนเกิดมาร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี แต่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ก็กลายเป็นคนป่วย คนอ่อนแอ หรือไปรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลมาก ทั้ง ๆ ที่ร่างกายเราก็ไม่ได้เป็นอะไร แต่เราเลือกเอาของที่ไม่เป็นประโยชน์มาใส่ไว้ในร่างกาย

หรือบางทีเวลามีคนมาต่อว่าหรือตำหนิ เราก็รู้สึกเป็นทุกข์กับเหตุการณ์นั้น ทั้ง ๆ ที่เราโดนตำหนิแค่ครั้งเดียว แต่เรากลับเครียด เรากลับทุกข์ไปเป็นวัน เป็นเดือน เราโดนตำหนิจริง ๆ แค่ครั้งเดียว แต่การที่เราเอาคำพูดของคนอื่นมาคิดวน ๆ ซ้ำ ๆ นั้น หมายความว่าเราเอาคำตำหนินั้นมาตำหนิตัวเองเป็นพันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง ล้านครั้ง ตามจำนวนความคิด

เมื่อไหร่เราจะหยุดเบียดเบียนตัวเองเสียที ให้หัดมองสิ่งรอบตัวตามความเป็นจริงและเข้าใจความจริงของชีวิตเสียบ้าง เราจะได้เข้าใจว่า ทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาจากคนอื่น เพราะอันที่จริงแล้ว ไม่ใช่คนอื่นที่ทำร้ายเรา แต่ความคิดเราเองนั่นแหละที่ทำร้ายตัวของเราเอง

สุขใหม่ทับถมสุขเก่า ทุกข์ใหม่ทับถมทุกข์เก่า

ชีวิตที่เราเกิดมาก็เคยผ่านความทุกข์และความสุขกันมามากมายเต็มไปหมด บางครั้งเมื่อเจอความสุขมาก ๆ ก็ไปนึกว่าวันนี้เป็นวันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต เช่น ผู้หญิง เมื่อมีผู้ชายมาคุกเข่าขอแต่งงาน รู้สึกมีความสุขเหมือนกับโลกนี้หยุดหมุน แต่พอเวลาผ่านไป บางทีแค่ไปเจออาหารอร่อย ๆ ก็ลืมหมดแล้ว หรือใครที่เจอความทุกข์หนัก ๆ เช่น เมื่อต้องพลัดพรากจากคนรัก บางคนร้องไห้อยู่เป็นปี รู้สึกว่าเรานี่แหละทุกข์ที่สุดในโลก แต่พอมาเจอความทุกข์ใหม่ เช่น เดินไปเตะโต๊ะขึ้นมาลืมหมดเลยที่เคยผ่านความทุกข์หนัก ๆ มา

เห็นไหมว่า สุขใหม่ก็ทับถมสุขเก่า ทุกข์ใหม่ก็ทับถมทุกข์เก่าไปเรื่อย ๆ

ยกตัวอย่างเรื่องของพระนางอุพพรี ในอัสสกชาดก พระนางเป็นพระมเหสีของพระเจ้าอัสสกะ เป็นที่รักอย่างมากของพระเจ้าอัสสกะ เป็นดังแก้วตาดวงใจ ต่อมาพระนางอุพพรีสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอัสสกะก็ตรอมใจไม่เป็นอันว่าราชกิจ

ตอนนั้นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นดาบส ซึ่งสำเร็จอภิญญาห้าและสมาบัติแปด ได้ตรวจดูก็รู้ว่าประชาชนกำลังลำบากเพราะพระราชาไม่ออกว่าราชกิจ ก็คิดว่าใครหนอจะโปรดพระราชาได้ ก็เห็นว่าตนเองนี่แหละที่มีศักยภาพ จึงมาเข้าเฝ้าพระราชา พระราชาถามดาบสถึงที่ไปเกิดของพระนางอุพพรี ดาบสชี้ไปที่กองอุจจาระควายที่อยู่ในอุทยาน แล้วกล่าวว่า “มหาบพิตรเห็นกองขี้ควายนั้นไหม พระนางอุพพรีมาเกิดอยู่ในนั้นแหละ” พระเจ้าอัสสกะไม่เชื่อ ดาบสจึงเข้าสมาบัติ (เตโชกสิณ) แผ่ความร้อนเข้าไปในกองอุจจาระ หนอน ๒ ตัวก็คลานตามกันออกมา ดาบสบอกว่า “นี่ไง พระนางอุพพรีเกิดอยู่ในนี้”

พระราชาไม่ทราบว่าหนอนตัวไหนเป็นพระนางอุพพรี จึงถามดาบส ดาบสตอบว่า “ตัวที่คลานตามหลัง” พระราชาจึงถามว่า “แล้วตัวที่คลานนำหน้าคือใคร” ดาบสจึงอธิษฐานด้วยกำลังฤทธิ์ให้พระนางพูดได้ และถามขึ้นว่า “เธอเป็นใคร มาจากไหน” เธอตอบว่า “อดีตชื่อว่าพระนางอุพพรี เป็นมเหสีของพระเจ้าอัสสกะ ด้วยความประมาทพลาดพลั้ง ตายแล้วจึงมาเกิดเป็นหนอนในกองขี้ควาย หนอนตัวที่คลานนำหน้าคือสามีใหม่”

ดาบสถามต่อว่า “ตอนนี้ยังคิดถึงพระเจ้าอัสสกะอยู่ไหม” นางหนอนตอบว่า “โอย…นอกจากไม่คิดถึงแล้ว ยังโกรธด้วยที่มาขัดจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็มกับสามีใหม่ ถ้าบินได้นะ จะบินไปกัดคอพระเจ้าแผ่นดิน เอาเลือดมาล้างเท้าสามีใหม่”

ดาบสถามต่อว่า “เธอจำไม่ได้หรือว่าเคยมีความสุขมากแค่ไหนตอนที่เป็นพระมเหสีของพระเจ้าอัสสกะ ไม่นึกถึงความสุขทุกข์ในอดีตหรือ” เธอตอบว่า “สุขใหม่ทับถมสุขเก่า ทุกข์ใหม่ก็ทับถมทุกข์เก่า หมู่สัตว์ทั้งหลายก็มีโมหะครอบงำอย่างนี้แหละ”

โดยสรุปแล้ว เราท่านทั้งหลายเคยมีความสุขกว่านี้มาก เคยมีความสุขจากการได้เป็นเทวดาในแต่ละชั้น ๆ ซึ่งเราก็เคยผ่านมาแล้ว ความสุขจากการได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เราก็เคยเป็นมาก่อน ความสุขจากการได้ฌานสมาบัติ เราก็เคยได้มาแล้วทั้งสิ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็ลืม มาในอัตภาพนี้ แค่เจออาหารที่ถูกใจเข้าเท่านั้นแหละ ลืมหมดเลยว่าเราเคยได้ลิ้มรสอาหารที่เป็นทิพย์มาแล้ว

เช่นเดียวกัน ความทุกข์ที่ว่าเราทุกข์มาก ๆ ในปัจจุบัน เช่น บางคนอกหัก บางคนต้องพลัดพราก สูญเสียคนรัก สูญเสียสัตว์เลี้ยง บางคนธุรกิจล้มละลาย เป็นหนี้เป็นสิน เราก็คิดว่าโอ…ชีวิตเราทำไมต้องมาเจอทุกข์หนักขนาดนี้ ก็ให้พึงระลึกไว้ว่าทุกข์หนักกว่านี้เราก็เคยผ่านมาแล้ว ตอนที่ไปเกิดเป็นสัตว์นรก โดนทรมานอยู่หลายล้านปี ตอนที่ไปเกิดเป็นเปรต ก็ทนหิวอยู่หลายแสนปี ความทุกข์เหล่านั้นหายไปไหนหมด

ฉะนั้น เมื่อท่านกำลังได้รับสุขหรือทุกข์ในปัจจุบัน ให้พึงรู้ไว้เถิดว่า สุขทุกข์เหล่านั้นเล็กน้อยนัก เมื่อเทียบกับความสุข ความทุกข์ที่เราผ่านมาในสังสารวัฏ

ที่มา: หนังสือธรรมดี ชีวีมีสุข โดยพระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ISBN 978-616-8325-05-6 หน้า ๔๓–๔๘