อิสสาและมัจฉริยะ สาเหตุแห่งความขัดแย้ง
สาเหตุของความขัดแย้ง คือ ความริษยา (อิสสา) และความตระหนี่ (มัจฉริยะ) ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบท้าวสักกะ พร้อมความตระหนี่ ๕ อย่าง
ใจความสำคัญ
- ความริษยา (อิสสา) และความตระหนี่ (มัจฉริยะ) เป็นเหตุทำให้มนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ คนธรรพ์ แตกแยกกัน
- ริษยา คือ การเห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนไม่ได้ เมื่อเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จ เราควรมุทิตา คือ พลอยยินดีกับเขา
- ความตระหนี่ คือ ความหวงแหนในทรัพย์สมบัติหรือคุณความดีของตน ไม่ต้องการเสียสละให้เป็นสาธารณะแก่ชนทั้งหลาย
- ความตระหนี่มี ๕ อย่าง ได้แก่ หวงที่อยู่ หวงสกุล หวงผลประโยชน์ หวงวรรณะ และหวงความรู้
- บุคคลที่จะเป็นพระโสดาบัน จะต้องละริษยาและตระหนี่ให้ได้เป็นด่านแรก
ท่านทราบไหมว่าอะไรเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง
ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในถ้ำอินทสาละที่ภูเขาเวทิยกะ เวลานั้นพระอินทร์หรือท้าวสักกะ พร้อมด้วยเทพบริวารทั้งจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์ได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลถามปัญหาเรื่องสาเหตุของความขัดแย้งว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุใดหนอ มนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ คนธรรพ์ ทั้งที่หวังดีต่อกัน ทั้งที่ปรารถนาความสมัครสมานสามัคคี แต่ทำไมปัญหาความขัดแย้งจึงไม่หมดไป”
พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “ดูก่อนท้าวสักกะ ความริษยา (อิสสา) และความตระหนี่ (มัจฉริยะ) เป็นเหตุทำให้มนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ คนธรรพ์ แตกแยกกัน”
ทำให้เห็นว่าสาเหตุของความขัดแย้งทั้งหมดนั้นมาจากความริษยา (อิสสา) และ ความตระหนี่ (มัจฉริยะ) ริษยา (อิสสา) คือ การเห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนไม่ได้ เมื่อเห็นแล้วก็ไม่พอใจทันที เพราะการไปเห็นสมบัติ คุณความดี ความสำเร็จของบุคคลอื่น เป็นเหตุให้ริษยานี้ได้อาหาร เช่น เห็นคนที่มีทรัพย์มากกว่าเรา เห็นคนที่หน้าตาดีกว่าเรา เห็นคนที่มีความสุขมากกว่าเรา เห็นคนที่ฉลาดกว่าเรา โดยเฉพาะหากเป็นคนที่เราไม่ชอบด้วยยิ่งหนักใหญ่ หรือบางทีเราก็มีความรู้สึกว่าเอาล่ะ อย่ามายุ่งกันเลย เราก็อยู่ส่วนเรา เขาก็อยู่ส่วนเขา ไม่อยากจะมอง ไม่อยากสนใจ แบบนี้ก็เป็นอาการของริษยา
เมื่อเราเห็นใครประสบความสำเร็จ หรือได้รับคำชมเชย ต่อให้เขาเป็นคนไม่ดีหรือเป็นคนที่เราไม่ชอบก็เถอะ จริง ๆ แล้ว เราควรมุทิตา คือ พลอยยินดีกับเขา แต่เราไปมนสิการผิด คิดผิด กลับไปริษยาเขา
กิเลสตัวนี้มีอยู่ในพวกเราทุกคน ตัวอย่างเช่น หากเราอยู่ในห้องเรียน มีนักเรียนคนหนึ่งที่ครูชมทุกวัน ชมตลอด พอจะยกตัวอย่างนักเรียนที่ดี ก็ยกนักเรียนคนนี้ตลอด เชื่อไหมเด็กทั้งห้องจะมารุมริษยาเด็กคนนี้ หรือบางคนเกิดความรู้สึกว่า เราก็เป็นคนดีนะ เราก็ตอบถูกนะ ทำไมครูไม่ชมเรา อย่างนี้เป็นต้น หรือแม้แต่ในครอบครัว ถ้าพ่อแม่ชื่นชม หรือให้ความสำคัญกับลูกคนไหนมากเป็นพิเศษ ลูกคนนั้นก็จะเป็นที่ริษยาของพี่น้อง โดยเฉพาะหากอยู่ในตระกูลที่มีทรัพย์ พี่น้องกันเองสามารถใส่ร้ายกัน ฆ่าแกงกัน แย่งทรัพย์ แย่งมรดก สาเหตุมาจากกิเลส คือ ริษยา (อิสสา) นี่แหละ
อีกตัวหนึ่งที่มาคู่กันคือ ความตระหนี่ (มัจฉริยะ) คือ ความหวงแหนในทรัพย์สมบัติ หรือคุณความดีของตน ไม่ต้องการเสียสละสมบัติของตนให้เป็นสาธารณะแก่ชนทั้งหลาย
ความตระหนี่ (มัจฉริยะ)
แบ่งเป็น ๕ อย่าง ได้แก่
- หวงถิ่นหวงที่อยู่ (อาวาสมัจฉริยะ) ตั้งแต่หวงห้องนอน หวงบ้าน หวงตำบล หวงอำเภอ หวงจังหวัด ไปจนถึงหวงประเทศที่เกิดการแบ่งแยกดินแดน กีดกันคนนอก ระบบวีซ่าทั้งหลายมาจากการหวงถิ่นหวงที่อยู่นั่นแหละ ไม่ได้ต่างกันเลย แม้กับสัตว์เดียรัจฉานก็มีกิเลสตัวนี้เหมือนกัน เช่น นกพิราบ พอไปจับอยู่มุมไหน ไล่เท่าไรก็ไล่ไม่ไป ไล่แล้วก็บินกลับมาอีก เพราะหวงที่อยู่ของตน
- หวงสกุล (กุลมัจฉริยะ) หวงว่านี่ลูกของเรา พ่อของเรา แม่ของเรา เพื่อนของเรา พวกพ้องของเรา พอหวงขึ้นมาก็ไม่อยากให้ไปสัมพันธ์กับคนอื่น ต้องอยู่ในอาณัติของเราเท่านั้น หรือระบบเล่นพรรคเล่นพวก ระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง ก็มาจากกิเลสตัวนี้
- หวงผลประโยชน์ (ลาภมัจฉริยะ) เรื่องของลาภสักการะทั้งหลาย ทรัพย์ต่าง ๆ อันนี้หวงกันเต็มไปหมด แย่งทรัพย์มรดกกันก็เพราะมีลาภมัจฉริยะ เห็นข่าวฆ่ากัน เพราะแย่งผลประโยชน์กันเยอะแยะไปหมด ไม่จบไม่สิ้น
- หวงวรรณะ (วัณณมัจฉริยะ) หวงคุณความดี หวงยศ หวงตำแหน่ง หวงสีผิว หวงคำชม
- หวงความรู้ (ธัมมมัจฉริยะ) ไม่ยอมสอน ไม่ยอมบอกผู้อื่น กลัวเขาจะรู้เทียมเท่าหรือเกินตน กลุ่มการจดลิขสิทธิ์ทั้งหลาย เวลาคิดอะไรขึ้นมาได้ ก็ปิดเป็นความลับกันใหญ่
เราไม่ควรให้กิเลส คือ ความริษยาและความตระหนี่มากลุ้มรุมจิตใจทำให้เราเร่าร้อน เหมือนมีเสื้อเกราะมามัดเราอยู่ ถ้าเราปรารถนาอยากจะมีความสุขก็ปลดเสื้อเกราะออก แล้วจะโปร่ง โล่ง เบา ใจเราก็จะพ้นจากอานุภาพของความเครียด ความโกรธ จิตใจจะเบิกบาน ร่าเริง แต่ถ้าเราอยู่เฉย ๆ แสดงว่าเราไม่มีวิธีการที่จะจัดการกิเลส ๒ ตัวนี้ บุคคลที่จะเป็นพระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น จะต้องละริษยาและตระหนี่ให้ได้เป็นด่านแรก ถ้าทำไม่ได้ ชีวิตของเราก็จะตกต่ำลงอบายได้ และสังคมจะมีแต่ความขัดแย้ง ไม่มีวันสามัคคีกันได้เลย
ที่มา: หนังสือธรรมดี ชีวีมีสุข โดยพระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ISBN 978-616-8325-05-6 หน้า ๔๙–๕๓