← ความจริงของชีวิต
ความจริงของชีวิต

สื่อสารอย่างไร ชนะใจตลอดกาล

การสื่อสารให้ชนะใจ คือ ชนะกิเลสภายในใจตนก่อนสื่อสารออกไป แล้วพูดจริง พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ ถูกกาลเทศะ ด้วยวาจาอ่อนหวานและเมตตา

จากหนังสือ ธรรมดี ชีวีมีสุข โดย พระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม หน้า ๕๔–๕๗ ทบทวนล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

ใจความสำคัญ

  • การดูได้กับดูเป็น ฟังได้กับฟังเป็น สื่อสารได้กับสื่อสารเป็น ต่างกัน วิธีคิดที่ควรนำมาใช้คือ เปลี่ยนจาก ได้ เป็น เป็น
  • ดูเพื่อเสพได้แค่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ ส่วนดูเพื่อศึกษาจะเห็นทั้งจุดเด่น จุดด้อย และทางออก
  • สัจจะวาจา คือ พูดจริง พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ พูดถูกกาลเทศะ พูดด้วยวาจาอ่อนหวาน และพูดด้วยเมตตา
  • ชนะใจตนเองก็คือ ชนะกิเลสภายในก่อน แล้วจึงสื่อสารออกไป ก็จะชนะใจผู้อื่นได้
  • ให้ตั้งจิตของตนประดุจแผ่นดิน และรู้กาลที่จะกล่าว แม้เรื่องจริงและเป็นประโยชน์ก็ต้องรอเวลาที่เหมาะสม

ปัจจุบัน การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน เมื่อเรายังอยู่ในโลกของความมีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ ความฉลาดในการสื่อสารและมีปัญญาในการสื่อสารจึงมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง

กระแสชีวิตของมนุษย์ประกอบด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ตามีไว้ดู หูมีไว้ฟัง จมูกมีไว้ดมกลิ่น ลิ้นมีไว้สัมผัสรส กายมีไว้สัมผัสเย็นร้อน ใจมีไว้คิดนึก

ทุกคนที่มีตาใช้การได้ ก็ดูได้กันทั้งนั้น แต่การดูได้กับดูเป็น ฟังได้กับฟังเป็น สื่อสารได้กับสื่อสารเป็น คำว่า ได้ กับคำว่า เป็น ต่างกัน เพราะถ้าแค่ทำได้ เรียกว่ายังไม่เข้าถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ฉะนั้น วิธีคิดที่ควรนำมาใช้คือ เปลี่ยนจาก ได้ เป็น เป็น

ถ้าใช้คำว่า ได้ ก็มีทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ คำว่า ชอบใจก็ชอบใจด้วยโลภะ ถ้าไม่ชอบใจก็เป็นโทสะ ไม่รู้เรื่องก็เป็นโมหะ ทั้ง ๓ ตัวนี้ คือ ความกำหนัด ขัดเคือง ลุ่มหลง

ตัวอย่างในการดู ก็มีการดูเพื่อเสพกับดูเพื่อศึกษา ถ้าดูเพื่อเสพก็จะได้แค่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ ต่างกับการดูเพื่อศึกษา จะทำให้เห็นได้รอบ คือ เห็นทั้งจุดเด่น เห็นทั้งจุดด้อย และเห็นทางออก คือ รู้ว่าเราควรไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับของสิ่งนั้นอย่างไร เพื่อที่จะเก็บเกี่ยวเอาส่วนที่เป็นประโยชน์ และหลีกเลี่ยงส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ได้

ถ้าใช้คำว่า เป็น ก็จะไม่ใช่การดูเพื่อเสพ แต่เป็นการดูเพื่อศึกษา ไม่ใช่จะเอาแค่ความชอบใจ ไม่ชอบใจ แต่ต้องศึกษา คือวิจัยแยกแยะว่า เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม สามารถเอาประโยชน์จากสิ่งที่เราดู ศึกษาเรียนรู้ได้อย่างไร ทำนองเดียวกัน การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การสัมผัส การนึกคิด เราจะ ได้ หรือจะ เป็น ต้องพิจารณาให้รอบคอบ

การสื่อสารอย่างไรให้ชนะใจ คือการชนะความรู้สึกที่ไม่ดี ถ้าเราสามารถขจัดความกำหนัด ขัดเคือง มัวเมา ลุ่มหลงออกก่อน แล้วค่อยสื่อออกมา จึงจะเป็นการ พูดจริง ทำจริง มีความจริงใจ มี ๓ จริง กลายเป็นสัจจะวาจา คือ

  1. เป็นคำพูดจริง
  2. พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์
  3. พูดถูกกาลเทศะ
  4. พูดด้วยวาจาอ่อนหวาน
  5. พูดด้วยเมตตา

การสื่อสารให้ชนะใจตนเองและชนะใจคนอื่น ชนะใจก็หมายความว่า ชนะกิเลส คือ ความโลภ ความอยากได้ ความอยากใหญ่ ใจแคบ ความโกรธ ความมัวเมาลุ่มหลงได้ก่อนที่จะสื่อสารออกไป ฝึกความเชื่อมั่น ฝึกกำลังของสติ ความตั้งมั่น ความอดทน พัฒนาปัญญาให้เกิดขึ้น เมื่อชุดความคิดของเราที่มีทั้งความเชื่อมั่น ใจรัก พากเพียรทำ จิตจดจ่อ มีปัญญาเข้ามาสอบสวน เป็นตัวผลักพฤติกรรมทางกายกรรม วจีกรรมออกมา จึงเรียกว่าเป็นการสื่อสารที่ถูก ชนะใจตนเองก็คือ ชนะกิเลสภายในก่อน

นอกจากนี้เราต้องตั้งหลักว่า แม้เราพบเจอการพูดจริงหรือพูดเท็จ เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ ถูกกาลหรือผิดกาล อ่อนหวานหรือหยาบคาย พูดด้วยเมตตาหรือโทสะ จิตใจของเราก็จะไม่หวั่นไหว จะไม่เปล่งวาจาชั่วร้าย จะมีขันติสังวร คือมีความอดทน ยอมรับได้ด้วยปัญญา และจะอนุเคราะห์ประโยชน์แก่เขา

การสื่อสารที่ดีต้องสื่อสารด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตา ถ้าโทสะเกิดต้องดับโทสะก่อน รู้จังหวะในการสื่อสาร รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชนสภาพสังคมนั้น ๆ และรู้จักบุคคลว่าบุคคลนั้น ๆ ชอบคำแบบไหน เป็นคนชอบฟังหรือไม่ชอบฟัง ฟังแล้วจำได้หรือจำไม่ได้ ฟังแล้วเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เข้าใจแล้วนำไปปฏิบัติได้หรือไม่ได้ ให้เน้นที่ตัวบุคคลนั้น ๆ อ่านสถานการณ์ให้ขาดด้วยความรู้ความเข้าใจ ถ้าทำได้อย่างนี้ก็เป็นการสื่อสารอย่างชาญฉลาด ก็จะชนะใจผู้อื่นได้

คำพูดที่ดี ต้องผลักดันมาจากกุศลจิต ให้ตั้งจิตของตนประดุจแผ่นดิน ใครจะรดด้วยของสกปรกก็ไม่หวั่นไหว จะต้องรู้กาลที่จะกล่าว แม้สิ่งนั้นจะเป็นเรื่องจริงและเป็นประโยชน์ หากยังไม่เหมาะกับคนนั้น สถานที่นั้น ก็ต้องรอเวลาที่เหมาะสม จึงจะสอดคล้องกับความว่า มีศิลปะ พูดเป็น และรู้จักกาล

ที่มา: หนังสือธรรมดี ชีวีมีสุข โดยพระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ISBN 978-616-8325-05-6 หน้า ๕๔–๕๗