เมตตาคืออะไร และความรัก ๓ แบบ
เมตตา คือ รักแท้ ความรักความปรารถนาดีที่เกิดขึ้นโดยปราศจากเงื่อนไข มีอโทสะเป็นองค์ธรรม ส่วนตัณหาเปมะและเคหะสิตะเปมะเป็นรักเทียม เพราะรักแล้วยึดติด
ใจความสำคัญ
- เมตตาเป็นหนึ่งในพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นกุศล มีองค์ธรรม คือ อโทสะ ความไม่โกรธ
- โทสะเป็นปฏิปักษ์กับเมตตา เมื่อเมตตาเกิดขึ้น โทสะก็ถูกทำลาย เมตตาแท้ไม่ต้องการสุขเวทนาเป็นผลตอบแทน
- ความรักมี ๓ แบบ คือ ตัณหาเปมะ เคหะสิตะเปมะ และเมตตาเปมะ สองแบบแรกเป็นรักเทียม เพราะมากับความยึด
- เมตตาเปมะ คือ รักแท้ ปรารถนาให้ทั้งตนเองและผู้อื่นเจริญรุ่งเรือง โดยไม่ผูกพันผู้ใดผู้หนึ่ง
- อย่าไปสกัดความรัก แต่พัฒนาจาก “รักแล้วยึด” ไปเป็น “รักแล้ววาง” ให้อกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล
ถ้าเปรียบเมตตาเป็นสระน้ำ
ที่ผ่านมาเราทั้งหลาย…
ก็ได้แต่วิ่งวนอยู่บนขอบสระ
ไม่เคยกระโดดลงสระได้กลิ่นไอของน้ำก็เที่ยวไปบอกว่าสระนี้ดี
ชำระร่างกายได้สะอาด
บางคนเอาเท้าจุ่ม ได้ความเย็นเพียงเล็กน้อย
ก็ขึ้นมา ประกาศบอกคนอื่นว่า…
“สระน้ำนี้ ดีจริง ๆ หนอ”
ยังไม่ได้เข้าถึงความสะอาด
เพราะไม่กล้ากระโดดลงสระ
ขัด ถู ชำระตัวให้สะอาด
เราจึงยังไม่เคยเข้าถึงเมตตาที่แท้จริง…
ถึงเวลาแล้ว…
ที่เราจะทำความรู้จักเมตตาให้ถ่องแท้
เพื่อการเจริญเมตตาได้อย่างถูกต้อง
ให้มีพลัง…“ให้เมตตาเป็นเมตตา
ที่แผ่ออกมาจากใจได้อย่างแท้จริง”
เมตตาที่มีปัญญามาชำระแล้ว
เข้าใจเมตตา ใช้เมตตาจริง ๆ
และเมตตาดำเนินอยู่ในทุก ๆ กิจกรรมของชีวิต
จิตจะ โปร่ง โล่ง เบา เป็นไปกับสมาธิ
มีความตั้งมั่นแห่งจิตอย่างชัดเจน
เมตตาคืออะไร
เมตตา… เป็นหนึ่งในพรหมวิหาร
เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
เป็นธรรมประจำใจอันประเสริฐ
เป็นธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ
เป็นหลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์
เราจะมนสิการอย่างไร ให้เหตุปัจจัยอย่างไร ที่จะทำให้เมตตาประจำใจเราได้
…เราต้องรู้จักเมตตาก่อน
เมตตา… เป็นนามธรรม
เมตตาเป็นกุศล
องค์ธรรมของเมตตา ได้แก่ “อโทสะ” ความไม่โกรธ
เป็นสังขารขันธ์ เป็นหนึ่งในขันธ์ ๕
ตามหลักอภิธรรม แบ่งเจตสิกเป็น ๕๒ ดวง เวทนา เป็นเวทนาขันธ์ สัญญา เป็นสัญญาขันธ์ ที่เหลืออีก ๕๐ ดวง เป็นสังขารขันธ์ สังขารขันธ์ เป็นสภาวะที่ปรุงแต่งจิต มีเจตนาเป็นประธาน มีทั้งฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล (ศึกษาเพิ่มเติมในพระอภิธัมมัตถสังคะ ปริจเฉทที่ ๒)
โทสะ เป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับเมตตา…
โทสะเกิดขึ้น เมตตาจะถูกทำลาย
ถ้าเมตตาเกิดขึ้น โทสะก็จะถูกทำลาย
เมตตาแท้ เป็นรักแท้…
เกิดขึ้นมาแล้วทำลายโทสะทุกครั้ง เมตตาไม่ต้องการสุขเวทนาเป็นผลตอบแทน แต่เมตตาจะยังความรักความปรารถนาดีให้เกิดขึ้น โดยปราศจากเงื่อนไข ต้องการหยิบยื่นประโยชน์ให้จริง ๆ
รักแท้…
ปรารถนาให้คนอื่นได้ความสุข
ต้องการให้เขามีอายุยืน มีคุณภาพชีวิตดี
มีสติปัญญาดี เจริญรุ่งเรือง สุขภาพแข็งแรง
มีทรัพย์มาก มีครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข
ให้ประสบความสำเร็จในชีวิต
ต้องการให้เขาพ้นจากกิเลสและกองทุกข์อย่างแท้จริง
ใจที่มีเมตตา ผลักออกมาเป็นคำพูดและการกระทำที่ดี พูดกับบุคคลอื่นด้วยเมตตา กระทำต่อบุคคลอื่นด้วยเมตตา รักที่จะให้ สละ แบ่งปัน เอาประโยชน์เอาสิ่งดี ๆ ไปให้
เมตตา
อาการปรากฏของรักแท้ จิตจะสงบ เยือกเย็น ผ่องใส สว่าง นุ่มนวล เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ
รักได้ไหม… ทำไมต้องเมตตา
เปมะ คือ ความรัก มี ๓ แบบ
- ตัณหาเปมะ
- เคหะสิตะเปมะ
- เมตตาเปมะ
ตัณหาเปมะ
หมายถึง ความรักระหว่างชายกับหญิง ที่มีความรักซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจแห่งราคะตัณหา เมื่อเจอกันแล้ว ก็เกิดความรัก ความติดใจใฝ่กระสัน รักกันผูกพันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ความรักนี้ จะแปรเปลี่ยนง่ายมาก เมื่อร่างกายนี้เปลี่ยนแปลงไป !!
เช่น ผมที่เคยดำขลับก็กลับหงอกขาว
หนังที่เคยเต่งตึงก็เหี่ยวหย่อนยาน
สายตาเปลี่ยนเป็นฝ้าฟาง หูเริ่มไม่ได้ยิน
กลิ่นกายเริ่มเหม็นสาบ
เมื่อร่างกายทั้งหลายแปรเปลี่ยนไป ความรักประเภทนี้ก็เปลี่ยนไปด้วย เพราะตัณหาไม่ต้องการ
ตัณหาอยากได้สิ่งสวยงาม มนุษย์จึงต้องเที่ยววิ่งตอบสนองตัณหากัน คิ้วจะหลุดก็ต้องไปสักคิ้ว ผมจะหงอกก็ต้องไปย้อมผม ผมจะหลุดก็ต้องไปปลูกผม หน้าหย่อนก็ต้องไปผ่าตัดดึงให้ตึง
ที่สุดจริง ๆ แล้ว ตัณหาไม่สามารถจะถมให้เต็มได้เลย
มหาสมุทรรองรับน้ำได้มากมาย
แต่จะรองรับตัณหาอย่างไรก็ไม่พอ
“นตฺถิ ตณฺหาสมา นที …
แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี”
หลายท่านไปสำคัญว่าตัณหาเปมะ เป็นเมตตา รักแบบนี้จะยึด รักแบบนี้จะเจ็บปวด
ไม่ใช่สอนว่าไม่ให้รัก…
แต่ต้องวางท่าทีทางใจให้เป็น เราท่านทั้งหลายก็เคยเจ็บปวดกับสิ่งเหล่านี้มาแล้ว
เคหะสิตะเปมะ
หมายถึง ความรักของ พ่อ แม่ ลูก ปู่ ย่า ตา ยาย ในครอบครัว
ทั้งตัณหาเปมะ และ เคหะสิตะเปมะ ทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่กุศลธรรม แต่เป็นตัณหาราคะ เป็นโลภะ เพราะมากับความยึด
รักแล้วยึดติด ผูกพัน หวง ห่วง วิตกกังวล ไม่ได้มีแค่ตัณหาอย่างเดียว แต่มีทิฏฐิ ความเห็นเข้าไปกำกับด้วย จึงยึดติด
มีมานะ ยกตน ชูตน เปรียบเทียบตน จึงเป็นความรักที่เป็นไปกับความปรารถนาสุขเวทนา อยากจะให้สุขเวทนานั้นแข็งแรง มั่นคง ตั้งมั่น ไม่เปลี่ยนแปลง
ตัณหาเปมะ กับ เคหะสิตะเปมะ เป็นรักเทียม !!
เมตตาเปมะ
เมตตาเปมะ คือ รักแท้
หมายถึง มีความปรารถนาให้สัตว์หรือบุคคล ทั้งตนเองและผู้อื่น มีความเจริญรุ่งเรือง ไม่ผูกพันผู้ใดผู้หนึ่ง แม้จะอยู่ห่างไกลกันก็ตาม ถ้าได้ยินข่าวว่าคนคนนั้น มีความสุข มีความเจริญ ก็มีความยินดีพอใจ
“การเจริญเมตตาธรรม ต้องขจัดตัณหาเปมะ และเคหะสิตะเปมะ ที่ไม่ใสสะอาด และเจริญเมตตาเปมะให้มาก”
การต่อยอดจากตัณหาเปมะ และ เคหะสิตะเปมะ ให้เป็นเมตตาเปมะ
เราสามารถพัฒนาความรักที่ไม่ใสสะอาด ให้เปลี่ยนเป็นความรักที่ใสสะอาด เพียงพัฒนาจาก “รักแล้วยึด” ไปเป็น “รักแล้ววาง”
รักแล้วปล่อยวาง รักแล้วใสสะอาด… รักที่เป็นเมตตาจริง ๆ
อย่าไปสกัดความรัก ปล่อยให้ความรักนั้นเป็นสารตั้งต้น แล้วพัฒนาต่อ
“ให้อกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล…”
ให้ความรักเกิดขึ้นก่อน แม้รักด้วยตัณหาเป็นพื้นฐาน แต่พัฒนาต่อให้บริสุทธิ์ขึ้นเป็นเมตตาเปมะ เป็นความรักที่ใสสะอาด
จิตจะเบา เพราะไม่ยึด
…โปร่ง โล่ง เบา สะอาด นุ่มนวล
กระแส คือ ตัณหา
แส่ไปในสี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธัมมารมณ์
อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด
แล้วก็แปรเปลี่ยนไปเรื่อยไม่หยุดหากรักใครด้วยตัณหา
ย่อมนำมาซึ่งความโศกแน่นอน
“…เปมโต ชายเต โสโก
ความโศกเกิดแต่ความรัก…”
สิ่งใดที่มีอัสสาทะ คือ ความยินดีพอใจ ให้สุขโสมนัส ให้ตัณหา ให้วิปลาส ให้ความยินดีเพลิดเพลิน
สิ่งนั้นจะมีอาทีนวะ คือ มีโทษ มีทุกข์ มีความเจ็บปวดอยู่ในนั้น เราจะมามัวเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้อยู่ไม่ได้
พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนเรื่องนิสสรณะ คือ การดำเนินกระแสชีวิต ออกจากความติดใจใฝ่กระสันในอัสสาทะ และอาทีนวะ คือ ทุกข์โทษทั้งหลายที่ทำให้เจ็บปวด
ระวัง เมตตาเทียม
เมื่อเรารักใครสักคนแล้วอยากให้เขาเป็นไปอย่างที่เราต้องการ หากเขาไม่เป็นไปอย่างที่ใจเราอยากให้เป็นแล้ว เราจะรู้สึกโกรธ เคือง เครียด
เราอาจมีเมตตาเทียม คือ รักด้วยตัณหา แต่ให้ใช้เมตตาเทียมนี้พัฒนาสู่เมตตาแท้ รักเทียม คือ รักแล้วยึดติด รักด้วยโลภะ ราคะ เมตตากับราคะใกล้ชิดกันมาก…
“ราคะ ต้องการให้คนอื่นตอบสนองความรู้สึก ความต้องการของเรา ต้องการให้คนอื่นดูแล ต้องการสุขเวทนา”
ที่มา: หนังสือเจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดยธรรมสมทบ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ISBN 978-616-8325-04-9 หน้า ๑–๑๘