เจาะลึกกรณียเมตตสูตร
กรณียเมตตสูตร คือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป เพื่อให้เจริญเมตตาและป้องกันอมนุษย์มิให้มาเบียดเบียน พร้อมคำแปลและคำอธิบายคาถาที่ ๑
ใจความสำคัญ
- กรณียเมตตสูตรเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป เพื่อให้เจริญเมตตาและป้องกันอมนุษย์มิให้มาเบียดเบียน
- หลักการสาธยายคือ สวดให้ถูกต้องอักขระ รู้ความหมาย มีจิตเมตตา และเชื่อมั่นในคุณของพระปริตรและพระรัตนตรัย
- พระสูตรมี ๑๐ คาถา คาถาที่ ๑-๓ เป็นคุณสมบัติของผู้เจริญเมตตา ๔-๕ เป็นการแผ่เมตตาไม่มีประมาณ ๖-๑๐ เป็นพรหมวิหารและอานิสงส์
- คาถาที่ ๑ กล่าวว่าผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุพระนิพพานจะต้องอบรมสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
- ศีลในที่นี้คือจตุปาริสุทธิศีล สมาธิคือเมตตาฌาน ปัญญาคือปัญญาในอริยมรรค อริยผล ที่ใช้เมตตาฌานเป็นบาท
ในพระสูตรนี้เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้แก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป เพื่อให้ภิกษุได้เจริญเมตตา ยังความร่มเย็นเป็นสุขและความเป็นมิตรต่อสัตว์ทั้งหลาย ป้องกันอมนุษย์มิให้มาเบียดเบียนกัน
กรณียเมตตสูตร
กะระณียะมัตถะกุสเลนะ
ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ
สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี
กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ ปรารถนาจะตรัสรู้บทอันสงบแล้ว พึงบำเพ็ญไตรสิกขา กุลบุตรนั้นพึงเป็นผู้อาจหาญ เป็นผู้ตรง ซื่อตรง ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง
สันตุสสะโก จะ สุภะโรจะ
อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ
อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ
สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย มีความประพฤติเบา มีอินทรีย์อันสงบระงับ มีปัญญาเครื่องรักษาตน ไม่คะนอง ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย
นะ จะ ขุททังสะมาจะเร กิญจิ
เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
ไม่พึงประพฤติทุจริตเล็กน้อยอะไร ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านผู้รู้เหล่าอื่นติเตียน พึงแผ่ไมตรีจิตในสัตว์ทั้งหลายว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุขใจ มีความเกษม มีตนถึงความสุขเถิด
เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ
ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
ทีฆา วา เย มะหันตา วา
มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
สัตว์ผู้มีลมปราณชีวิตเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ เป็นผู้สะดุ้งหรือเป็นผู้มั่นคง ผอมหรือพี มีกายยาวหรือใหญ่ ปานกลางหรือสั้น
ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา
เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
ภูตา วา สัมภะเวสี วา
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
ที่เห็นแล้วหรือไม่ได้เห็น อยู่ในที่ไกลหรือที่ใกล้ ที่เกิดแล้ว หรือที่แสวงหาที่เกิด ขอสัตว์ทั้งหมดนั้น จงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด
นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ
นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา
นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
สัตว์อื่นไม่พึงข่มขู่สัตว์อื่น ไม่พึงดูหมิ่นอะไรเขาในที่ไหน ๆ เพราะความกริ้วโกรธ เพราะความเคียดแค้น ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน
มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง
อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
เอวัมปิ สัพพะภุเตสุ
มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน แม้ด้วยการยอมสละชีวิตได้ ฉันใด กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง แม้ฉันนั้น
เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง
มานะสัมภาวะเย อะปะริมานัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ
อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
ก็กุลบุตรนั้นพึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณในโลกทั้งสิ้น ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู
ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา
สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ
พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
กุลบุตรผู้เจริญเมตตานั้นยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี พึงเป็นผู้ปราศจากความง่วงเหงาเพียงใด ก็พึงตั้งสตินี้ไว้เพียงนั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าววิหารธรรมนี้ว่าเป็นพรหมวิหารในธรรมวินัยของพระอริยเจ้านี้
ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ
สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง
นิ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ
กุลบุตรผู้เจริญเมตตา ไม่เข้าไปอาศัยทิฏฐิ เป็นผู้มีศีลถึงพร้อมด้วยทัศนะ จัดความยินดีในกามทั้งหลายออกได้แล้ว ย่อมไม่ถึงความนอนในครรภ์อีก โดยแท้แล
เมตตะสุตตัง นิฎฐิตัง
จบเมตตสูตร
สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ภิกษุ ๕๐๐ รูป รับกรรมฐานจากสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วแสวงหาเสนาสนะที่สัปปายะเพื่อจำพรรษา ได้พากันเข้าไปในราวป่าหิมวันต์ในปัจจันตประเทศ
ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้มีศีล กระทำความเพียรตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนที่ใต้โคนไม้ในป่านั้น บรรดารุกขเทวดาถูกเดชของเหล่าภิกษุผู้มีศีล ก็ต้องลงจากวิมานของตน พาลูก ๆ เที่ยวระหกระเหินไป จึงร่วมกันคิดที่จะแสดงอารมณ์น่ากลัวแก่ภิกษุทั้งหลาย เพื่อทำให้ภิกษุกลัว จักได้ละทิ้งโคนไม้ ซึ่งเป็นวิมานของตนเสีย รุกขเทวดาได้เนรมิตรูปยักษ์ที่น่ากลัว ยืนอยู่ต่อหน้าเวลากลางคืน ทำเสียงที่น่ากลัวและส่งกลิ่นเหม็น ภิกษุจึงมีจิตใจกวัดแกว่ง ไม่อาจทำจิตให้มีอารมณ์เดียวได้ ผิวเผือดเกิดเป็นโรคผอมเหลือง และปวดศีรษะอย่างหนัก อินทรีย์ไม่ผ่องใสจึงได้พากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าและกราบทูลเรื่องทั้งหมด
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรวจสอบดูทั่วทั้งชมพูทวีป ไม่พบเสนาสนะอื่นที่เป็นที่สัปปายะสำหรับภิกษุเหล่านั้น นอกจากบริเวณที่แห่งนั้น จึงตรัสสอนพระสูตรนี้ เพื่อเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันภัยจากอมนุษย์ และเพื่อฌานอันเป็นบาทแห่งวิปัสสนา ภิกษุทั้ง ๕๐๐ กลับไปจำพรรษา ณ ที่ป่าแห่งนั้น และได้บรรลุธรรมในที่สุด
“…ไปเถิด ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเข้าไปอาศัยเสนาสนะนั้นนั่นแหละ อยู่กันเถิด…”
อนึ่งเล่า…ภิกษุผู้อยู่ป่าควรรู้จักบริหาร
บริหารอย่างไร…บริหารอย่างนี้คือ
แผ่เมตตา ๒ เวลา คือ ทำเวลาเย็นและเช้า
ทำพระปริตร ๒ เวลา เจริญอสุภ ๒ เวลา
เจริญมรณัสสติ ๒ เวลา
และนึกถึงมหาสังเวควัตถุ ๘ ทั้ง ๒ เวลา
ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ อบายทุกข์ ๔
ชื่อมหาสังเวควัตถุ ๘
เป็นพระสูตรสำคัญที่จะทำให้เราเห็นมุมการเจริญเมตตาภาวนาได้ชัดขึ้น และเป็นอุปกรณ์ที่เราท่านทั้งหลายจะได้เกิดความมั่นใจในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ปรารถนาดำเนินตามรอยบาทพระศาสดาเพื่อออกจากกิเลสและกองทุกข์
หลักการสาธยายคือ
- ผู้สวดต้องทำบทพยัญชนะนั้นไม่ให้ผิดเพี้ยน สวดได้อย่างถูกต้องอักขระ
- รู้ความหมายของบทที่สวดนั้น
- จิตมีเมตตา ปรารถนาจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนที่เราแผ่เมตตาจิตไปให้
- มีความเชื่อมั่นในคุณของพระปริตร เชื่อมั่นในคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
เนื้อหาของพระสูตรนี้ เป็นคาถาทั้งหมด ๑๐ คาถา แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ
- คาถาที่ ๑-๓ เป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะเจริญเมตตากรรมฐาน และข้อปฏิบัติสำหรับผู้ปรารถนาจะเข้าถึงพระนิพพาน
- คาถาที่ ๔-๕ เป็นการแผ่เมตตาแบบไม่มีเขตแดน ไม่มีประมาณ แผ่เมตตาให้ทั้งพระอรหันต์และปุถุชน หมู่สัตว์ทุกชนิด ในทุกทิศ
- คาถาที่ ๖-๑๐ เป็นการเจริญพรหมวิหารและอานิสงส์ของการเจริญพรหมวิหาร ซึ่งสามารถนำไปสู่มรรคผลนิพพานได้ในที่สุด
คาถาที่ ๑
กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ
ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
สักโก อุชุ จะ สุหุชู จะ
สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานิ
- กะระณียัง สิ่งที่ควรทำ
- อัตถะ ประโยชน์ตาเห็น ประโยชน์เลยตาเห็น ประโยชน์อย่างยิ่ง
- กุสะเลนะ กุศล ความฉลาด
- ยันตัง คือนั้นใด
- สันตัง ภาวะสันติ
- ปะทัง สิ่งที่พึงบรรลุ บทที่ไม่ตาย (หมายถึงพระนิพพาน)
- อะภิสะเมจจะ บรรลุแล้ว
- สักโก สักกะ อาจหาญ กล้าหาญ
- อุชู เป็นคนตรง ซื่อตรง ไม่มีมารยาปกปิดโทษของตน ไม่เสแสร้ง ไม่มีสาเถยยะ ไม่อวดอ้างคุณที่ตนไม่มี
- สุหุชู ตรงอย่างดี ใจที่ไม่คด กาย วาจา ใจ ซื่อตรง
- สุวะโจ ว่าง่าย เมื่อมีคนว่ากล่าวก็รับฟัง ยอมรับด้วยดี พร้อมแก้ไข
- มุทุ อ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตน รับสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาได้
- อะนะติมานี ไม่เย่อหยิ่ง ถือว่าเราดีกว่าเขา ไม่ยกตนข่มท่าน
ในคาถาบทที่ ๑ ได้กล่าวถึงพุทธบริษัททั้ง ๔ มีภิกษุ เป็นต้น ที่ปฏิบัติธรรมเพื่อประสงค์จะบรรลุพระนิพพาน จะต้องอบรมสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
ศีล ที่เป็นเบื้องต้น เป็นศาสนพรหมจรรย์ เป็นปัจจัยแก่มรรคพรหมจรรย์ เพื่อการบรรลุพระนิพพาน ในที่นี้ หมายถึง จตุปาริสุทธิศีล (ศีลในภูมิ ๔) ได้แก่
- ปาติโมกข์สังวรศีล มีศรัทธาเป็นประธาน เช่น ศีล ๕ ศีล ๘ ของฆราวาส ศีล ๒๒๗ ของภิกษุ เป็นต้น ข้อฝึกแต่ละข้อ จะต้องพัฒนาไปสู่กุศลจิต ไม่ทำด้วยความเครียดหรือกดดัน แต่ปฏิบัติตามด้วยความรู้ความเข้าใจ
- อินทรีย์สังวรศีล มีสติเป็นประธาน สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ป้องกันไม่ให้ความกำหนัด ความขัดเคือง ความมัวเมาลุ่มหลงเกิดขึ้น ในขณะที่ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส คิดนึก
- อาชีวปาริสุทธิศีล มีวิริยะเป็นประธาน แสวงหาที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยา อาหาร โดยไม่ทำทุจริตให้เกิดขึ้น
- ปัจจยสันนิสสิตศีล มีปัญญาเป็นประธาน ศีลที่เกี่ยวกับการใช้ปัจจัย ๔ ใช้ปัญญาพิจารณา เรียกว่า ผู้ฉลาดในประโยชน์
สมาธิ ในที่นี้ ได้แก่ สมาธิในระดับเมตตาฌาน คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน (สุตันตนัย)
ปัญญา ในที่นี้ ได้แก่ ปัญญาในอริยมรรค อริยผล ที่เกิดจากการใช้เมตตาฌาน เป็นบาท แล้วเจริญวิปัสสนา จนสามารถบรรลุอริยมรรค อริยผล
ภิกษุผู้ฉลาดในประโยชน์ พึงบำเพ็ญสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
บทสวดที่เกี่ยวข้อง
อ่านและสวดตามได้ในหนังสือสวดมนต์ของภาวนาราม
ที่มา: หนังสือเจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดยธรรมสมทบ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ISBN 978-616-8325-04-9 หน้า ๑๐๒–๑๑๔