การเจริญสัพพัตถกกรรมฐาน (จตุรารักขกรรมฐาน)
จตุรารักขกรรมฐาน หรือสัพพัตถกกรรมฐาน คือ กรรมฐานเครื่องรักษาผู้ปฏิบัติ ๔ อย่าง ได้แก่ พุทธานุสสติ อสุภะ มรณานุสสติ และเมตตา ควรเจริญเป็นนิตย์
ใจความสำคัญ
- กรรมฐานมี ๒ อย่าง คือ สัพพัตถกกรรมฐานที่มีประโยชน์ในกุศลธรรมทั้งปวง และปาริหาริยกรรมฐานที่คล้อยตามจริตของแต่ละคน
- สัพพัตถกกรรมฐาน ได้แก่ พุทธานุสสติ อสุภะ มรณานุสสติ และเมตตา เป็นเครื่องรักษาผู้ปฏิบัติให้สงบระงับจากกิเลส
- ยามหดหู่ท้อแท้ เบื่อหน่าย ให้เจริญพุทธานุสสติ ยามประมาทมัวเมาในชีวิต ให้เจริญมรณานุสสติ
- ยามกำหนัดยินดีให้เจริญกายคตาสติหรืออสุภกรรมฐาน ยามเครียด โกรธ หงุดหงิด ให้เจริญเมตตากรรมฐาน
- ความตายที่นำมาเจริญมรณานุสสติได้ คือ ชีวิตินทริยุปัจเฉทมรณะ การขาดลงของรูปชีวิตและนามชีวิตในภพหนึ่ง ๆ
เพื่อให้เราได้มีกรรมฐานไว้หล่อเลี้ยง รักษาชีวิต เป็นกรรมฐานที่ตามรักษากระแสชีวิตของผู้ปฏิบัติ ให้ปลอดภัยจากอุปสรรคและอันตรายทั้งปวง
กรรมฐาน มี ๒ อย่าง
- สัพพัตถกกรรมฐาน (จตุรารักขกรรมฐาน) คือ กรรมฐานมีประโยชน์ในกุศลธรรมทั้งปวง เป็นกรรมฐานอันกุลบุตร พึงปรารถนา พึงต้องการ ในที่ทุกสถาน เพราะเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก ตามรักษากระแสชีวิตของผู้ปฏิบัติให้ปลอดภัยจากอุปสรรคและอันตรายทั้งปวง ควรหมั่นประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเพียร
- ปาริหาริยกรรมฐาน คือ กรรมฐานที่ควรบริหารรักษา บรรดาอารมณ์ ๓๘ ประการ กรรมฐานใดที่คล้อยตามจริตของกุลบุตรใด กรรมฐานนั้นท่านเรียกว่า ปาริหาริยกรรมฐาน เพราะเป็นกรรมฐานที่กุลบุตรนั้นควรบริหารไว้เป็นนิตย์
(ในอารมณ์ของสมถกรรมฐาน ๓๘ มีกสิณ ๘ (เว้นอากาศกสิณและอโลกกสิณ) อสุภ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ จตุววัฏฐาน ๑ อรูปฌาน ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑)
สัพพัตถกกรรมฐาน (จตุรารักขกรรมฐาน)
กรรมฐานเป็นเครื่องรักษาผู้ปฏิบัติ ให้สงบระงับจากกิเลส ควรเจริญเป็นนิตย์ และใช้ให้ทันต่อสถานการณ์ต่าง ๆ
- พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าที่มีในพระองค์ และทรงเกื้อกูลแก่ผู้อื่น
- อสุภะ พิจารณาร่างกายตนและผู้อื่น ให้เห็นเป็นของไม่งาม
- มรณานุสสติ นึกถึงความตาย อันจะมีแก่ตนเป็นธรรมดา
- เมตตา แผ่ไมตรีจิต คิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า
พุทธานุสสติ
คือ สติที่เข้าไประลึกในคุณ และปัญญาที่เข้าไปรู้ชัดในคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียรพยายามประคองสติและปัญญา ให้สมาธิตั้งมั่นในคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์ธรรม คือ ศรัทธา เจตนา และปัญญา
พระจริยาคุณ ระลึกในคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระองค์ท่านบำเพ็ญทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี บารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ อย่างไร
ถ้าจะให้ระลึกได้ชัด ต้องจำเรื่องราวได้ว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีอย่างไร
พระสรีรคุณ ระลึกในพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ก็มนสิการเจาะไปที่คุณว่าพระองค์ทรงบำเพ็ญกุศลกรรมบถอะไร บำเพ็ญบารมีอะไร จึงตกแต่งให้มีสรีระเช่นนี้ เช่น ทรงมีพระเนตรแจ่มใสงดงามดุจตาลูกโค เพราะทรงมองคนอื่นด้วยปิยจักษุ ไม่เคยถลึงตา หรือมองผู้อื่นด้วยหางตาเลย ระลึกได้แบบนี้จึงจะเป็นพุทธานุสสติ ให้จิตตั้งมั่นได้
พระคุณคุณ รู้เมตตา รู้กรุณา รู้มุทิตา รู้อุเบกขา รู้จักสติปัฏฐาน เป็นอย่างไร รู้คำสอน รู้หลักการในการดำเนินชีวิต ที่รู้อย่างนี้ เพราะอาศัยพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้า ที่ทรงนำความจริง นำหลักการ นำข้อปฏิบัติมาบอก บอกเนื้อหาธรรมะ สภาวธรรมที่มีอยู่จริง ให้เราท่านทั้งหลายได้เข้าถึง ทำให้ออกจากความเป็นสัตว์ผู้มืดบอดได้
เรารู้จัก ศีล สมาธิ ปัญญา รู้จักอกุศล รู้จักกุศล เพราะพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้า
หากช่วงของชีวิต ที่เรารู้สึกหดหู่ ท้อแท้ ชีวิตไร้ที่พึ่ง สิ้นหวัง เบื่อหน่าย ไม่รู้จะพึ่งใคร ให้เจริญ “พุทธานุสสติ”
เรามีอารักขา คือ สติ ปัญญา ความเพียร หรือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่ไปปรารภคุณของพระพุทธเจ้า
คุณของพระพุทธเจ้ามีอยู่จริง
ทั้งพระจริยาคุณ พระสรีรคุณ พระคุณคุณ
มีอยู่จริง
ทั้งพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ
มีอยู่จริง…
เมื่อสติไประลึกถึงคุณที่มีอยู่จริง ปัญญาไปเห็นคุณของพระพุทธเจ้าจริง ความเพียรที่สร้างสรรค์ประคองสติ ประคองปัญญา สมาธิแนบแน่นกับคุณของพระพุทธเจ้าจริง จะมีพลังมหาศาล
ธรรมที่เป็นคุณของพระพุทธเจ้า อารักขากระแสชีวิตของท่านทั้งหลาย ให้พ้นจากอันตรายภายใน ข้าศึกภายใน ศัตรูภายใน ให้พ้นจากอันตรายภายนอก ข้าศึกภายนอก ศัตรูภายนอก ให้รอดปลอดภัยจากสังสารวัฏ
การระลึกคุณของพระพุทธเจ้า นี้เรียกว่า “พุทธานุสสติ”
อสุภกรรมฐาน หรือ กายคตาสติ
เป็นการพิจารณาศพก็ได้ หรือพิจารณาความไม่งามของกายนี้ คนที่มักจะกำหนัดยินดีเพลิดเพลิน ติดของสวยงาม ติดเที่ยว ติดสนุกสนาน ชอบรูปสวย ๆ ชอบเสียงเพราะ ๆ กลิ่นหอม ๆ ของอร่อย ๆ เพลิดเพลินอยู่กับการแต่งตัว เครื่องประดับ กลุ่มบุคคลเหล่านี้ ราคะมีกำลังมาก
วิธีสงบราคะ คือ การดูศพ หรือพิจารณาความจริงของชีวิต กาย คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ที่กินเข้าไป อาหารเก่าที่ถ่ายออกมา สมอง เยื่อในสมอง วิจัยให้เห็นความจริงว่า ร่างกายไม่ได้งามเหมือนที่คิดเลย
สัพพัตถกกรรมฐาน ต้องมีอสุภกรรมฐาน เพื่อทำลายราคะ ถ้าราคะไม่ถูกทำลาย สภาพจิตนั้นจะเกิดความหวั่นไหวตลอดเวลา จึงเป็นกรรมฐานจำปรารถนาในกิจทั้งปวง เพราะหมู่สัตว์ไปที่ไหน ก็ติดใจใน สี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ เมื่อพิจารณากายคตาสติหรืออสุภกรรมฐานแล้ว จิตใจก็จะปราศจากราคะ จิตก็ใส สงบ นิ่ง จิตก็สะอาด ตั้งมั่นได้
มรณานุสสติ
ความตาย คือการขาดลงของรูปชีวิตและนามชีวิตในภพหนึ่ง ๆ ความตาย มี ๓ แบบ
- ขณิกมรณะ การตายทุกขณะจิตที่เกิดดับ เรียกว่า ขณิกมรณะยังไม่เปลี่ยนภพ ความตายที่เป็นรูปธรรม เช่น เซลล์เก่าตายไป เซลล์ใหม่แทนที่ ส่วนความตายที่เป็นนามธรรม คือ กระบวนการความคิดแตกดับ การตายแบบขณิกมรณะไม่สามารถนำมาเจริญมรณานุสสติได้ เพราะไม่เห็น มันเกิดดับเร็วเกินไป
- สมมติมรณะ เช่น รถตาย นาฬิกาตาย ความตายแบบนี้ ไม่สามารถนำมาเจริญมรณานุสสติได้ เพราะไม่เกิดความสลดสังเวคญาณะ
- สมุจเฉทมรณะ การตายของพระอรหันต์ คือ ท่านถึงอนุปาทาปรินิพพาน ท่านยินดีและรอคอยอย่างมาก ที่จะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด มีความแกล้วกล้าอาจหาญอย่างมาก สมุจเฉทมรณะไม่สามารถนำมาเจริญมรณานุสสติได้ เพราะไม่เกิดความสลด แต่เป็นความยินดี เพราะท่านปรารถนาสูงสุด คือ อนุปาทาปรินิพพาน
- ชีวิตินทริยุปัจเฉทมรณะ มรณะที่สามารถนำมาเจริญมรณานุสสติได้ เรียกว่า ชีวิตินทริยุปัจเฉทมรณะ คือ การขาดลงของรูปชีวิตและนามชีวิตในภพหนึ่ง ๆ
ความตายแบบชีวิตินทริยุปัจเฉทมรณะ น่าสะดุ้งสะเทือน เพราะไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน
ตายแล้วไปเกิดเป็นสัตว์นรกก็ได้ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต อสุรกายก็ได้ ตายแล้วเป็นมนุษย์บ้าใบ้บอดหนวกก็ได้ พิกลพิการก็ได้ เป็นเทวดา เป็นพรหม ไปได้ทั้งหมดในสังสารวัฏ…
เพราะมีกิเลสเป็นตัวผลักอยู่ การตายแบบนี้ไม่ปลอดภัย น่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง
ความตายมีอยู่ทุก ๆ อณูของชีวิต เราจะตายท่านั่งก็ได้ นอนก็ได้ ยืนก็ได้ หรือเดินอยู่ก็ได้
ทุกลมหายใจเข้าออกนั่นแหละเป็นมรณภัย สามารถตายได้ตลอดเวลา …นี้คือ “มรณานุสสติ”
เมตตากรรมฐาน
เมตตา สภาวธรรม ได้แก่ อโทสะ ฉะนั้นต้องฝึกสภาพของจิตที่ไม่โกรธให้เกิดขึ้น เมตตามีภาวะที่น่าเจริญใจ และจุดเด่นของสัตว์ทั้งหลายเป็นอารมณ์
เมตตา คือ อโทสะ เป็นสภาวะที่เป็นปฏิปักษ์กับโทสะ ดังนั้น เมื่อเมตตาเกิดขึ้น จึงทำลายโทสะ ทำลายความเครียด ความกลุ้ม ความทุกข์ใจได้
ความเครียด ความกลุ้ม ความทุกข์ใจทั้งหลาย เป็นไปกับโทสมูลจิต ในนั้นมีเวทนาเป็นโทมนัสเวทนา คือความรู้สึกทุกข์ใจ เวลาใดที่โกรธ หงุดหงิด เครียด เวลานั้นจึงมีความทุกข์ใจเสมอ
เมตตา เป็นกรรมฐานที่อารักขากระแสชีวิตนี้ให้มีความสุข เป็นกรรมฐานที่ควรเจริญ เป็นกรรมฐานที่จำปรารถนาในกิจทั้งปวง
ก่อนจะให้เมตตาจิตเกิด ต้องพิจารณาศีลของตนเองแต่ละข้อว่าบกพร่องหรือไม่ ถ้าบกพร่อง ให้สมาทานตั้งมั่นในใจ และทำศีลให้เกิดขึ้นให้ได้
เมื่อตรวจสอบแล้วว่า เราเป็นผู้มีกายสะอาด วาจาสะอาด ใจสะอาด หายใจเข้า หายใจออก นึกถึงตนเอง… “สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย” อย่าหลงลืม มีสติกำกับ มีเมตตา รักปรารถนาดี
ปรารถนาให้จิตนุ่มนวลอ่อนโยนจริง ๆ ถ้ายังทำไม่ได้ ก็อย่ากังวล ยังจิตให้นิ่มนวลอ่อนโยน
“สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย”
ในยามใดที่ท่านทั้งหลาย เกิดความหดหู่ท้อแท้ เบื่อหน่าย หมดกำลังใจ “พุทธานุสสติ” เป็นคำตอบ ที่จะฝึกจิตของท่านให้เข้มแข็งและมั่นคง เกิดพลังใจขึ้นมา
ในยามใดที่เกิดความประมาท มัวเมาในชีวิต มัวเมาในความไม่มีโรค มัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว มัวเมาในทรัพย์ “มรณานุสสติ” เป็นคำตอบ ที่ท่านจะต้องฝึกให้ต่อเนื่อง
ยามใดเกิดความกำหนัดยินดี หลงใหล และเพลิดเพลิน กายคตาสติ หรือ “อสุภกรรมฐาน” เป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายต้องมนสิการให้ต่อเนื่อง จึงจะขจัดความรู้สึกยินดีและเพลิดเพลินได้
ยามใดเกิดความเครียด ความโกรธ ความหงุดหงิด หรือสภาพจิตที่มีความวิตกกังวล จะต้องเจริญ “เมตตากรรมฐาน”
กรรมฐานทั้ง ๔ อย่างนี้
ต้องฝึกให้ชำนาญและใช้ให้ทันต่อสถานการณ์
บทสวดที่เกี่ยวข้อง
อ่านและสวดตามได้ในหนังสือสวดมนต์ของภาวนาราม
ที่มา: หนังสือเจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดยธรรมสมทบ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ISBN 978-616-8325-04-9 หน้า ๘๖–๑๐๑