← กฐิน
กฐิน

กฐินเป็นวินัย สามัคคีเป็นธรรมะ และผ้ากฐินที่บริสุทธิ์

กฐินเป็นเรื่องของวินัย แต่พุทธประสงค์คือความสามัคคีซึ่งเป็นธรรมะ กฐินเป็นเรื่องของผ้าไม่ใช่เงิน พระรับเงินทองไม่ได้ แต่รับมูลค่าที่โยมปวารณาไว้ได้

จากหนังสือ กฐินสู่ธรรม ดำเนินตามอริยชน โดย ทีมงานธรรมสมทบ หน้า ๑๓–๑๙ ทบทวนล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

ใจความสำคัญ

  • กิจกรรมกฐินเป็นวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ แต่พุทธประสงค์ที่แท้จริงคือให้พระสงฆ์ได้ความสามัคคีซึ่งเป็นธรรมะ
  • ถ้าไม่นำเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มาใช้ มาทำบุญกฐินแต่ได้ความเครียด ความทุกข์ ก็ได้แค่วินัย แต่ไม่ได้ธรรมะ
  • พระสงฆ์รับเงินและทองไม่ได้ แต่รับมูลค่าได้ โดยโยมปวารณาปัจจัย 4 และฝากตัวเงินไว้ที่ไวยาวัจกร
  • โดยหลักการ ผู้ที่ถือเงินไม่มีสิทธิ์ใช้ ผู้มีสิทธิ์ใช้ไม่สามารถถือ
  • ผ้าที่ได้มาด้วยการขอ การบอก หรือทำนิมิต ผ้าที่ยืมมา หรือผ้าที่เก็บไว้ค้างคืน ใช้เป็นผ้ากฐินไม่ได้ เพราะไม่บริสุทธิ์

กฐินเป็นวินัย สามัคคีเป็นธรรมะ

กิจกรรมกฐินนั้นเป็นเรื่องของวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ แต่โดยพุทธประสงค์ที่แท้จริง ทรงปรารถนาให้พระสงฆ์ได้ความสามัคคีซึ่งเป็นธรรมะ ตั้งแต่การหาผ้า การตัด การเย็บ การย้อม กรานกฐิน และอนุโมทนากฐินเป็นต้น เมื่อพระสงฆ์ปฏิบัติต่อกัน ก็จึงต้องตั้งเมตตากายกรรม คือ ทำต่อกันด้วยความรัก ปรารถนาดี เมตตาวจีกรรม จะพูดต่อกันก็ทำเมตตาจิตให้เกิดขึ้นก่อน แล้วจึงพูดต่อกันด้วยความรักความปรารถนาดี และเมตตามโนกรรม คือ คิดถึงกันด้วยเมตตา รวมไปถึงกรุณากายกรรม กรุณาวจีกรรม กรุณามโนกรรม คือ ในยามที่ท่านต้องการความช่วยเหลือ หรือประสบความทุกข์ ประสบความลำบากอยู่ ก็ทำกรุณาจิตให้เกิดขึ้น ปรารถนาให้ท่านผู้นั้นพ้นจากทุกข์ พ้นจากปัญหาอุปสรรคทั้งหลาย และมุทิตากายกรรม มุทิตาวจีกรรม มุทิตามโนกรรม ในยามที่ท่านประสบความสุข ความสำเร็จ ก็มีใจที่พลอยยินดีเมื่อท่านเหล่านั้นได้ดีมีสุขมากขึ้น อย่างนี้จึงได้สามัคคี

ทีนี้ เมื่อญาติโยมเห็นพระปฏิบัติต่อกันด้วยเมตตาก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมเจริญกุศลนี้ด้วย จึงมาขอโอกาสจากพระสงฆ์ ในการเป็นผู้หาผ้า ตัด เย็บ ย้อม ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และนำผ้านั้นมาทอด คือ มาถวายแด่สงฆ์ โดยไม่เจาะจงบุคคล

เมื่อญาติโยมทั้งหลายได้ร่วมกัน ช่วยกันในการหาผ้า ตัด เย็บ ย้อม และนำผ้านั้นมาทอด บุคคลอื่นที่ปรารถนาจะมีส่วนร่วม จึงนำของต่าง ๆ มาร่วม ทั้งอาหาร น้ำ อัฏฐบริขาร ร่ม รองเท้า เครื่องใช้ต่าง ๆ รวมถึงปัจจัย มาร่วมเป็นบริวารกฐิน จากสามัคคีในหมู่พระสงฆ์ ขยายไปถึงสามัคคีในหมู่ญาติโยมพุทธบริษัท

โดยเฉพาะเมื่อกิจกรรมงานบุญกฐินมีการขยายตัวมากขึ้น ๆ จนเป็นกิจกรรมใหญ่ประจำปี คนมาร่วมงานก็เยอะมากขึ้น ๆ การบริหารจัดการก็ยากลำบากมากขึ้น ฉะนั้น ถ้าไม่นำธรรมะของพระพุทธเจ้า คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาออกมาใช้ เรามาทำบุญกฐิน แต่ได้ความเครียด ได้ความกลุ้ม ได้ความทุกข์ จึงได้แค่วินัย แต่ไม่ได้ธรรมะ

ฉะนั้น เมื่อมาทำกิจกรรมที่เป็นการเจริญกุศลแบบนี้ ที่สำคัญกว่าผ้า ที่สำคัญกว่าทรัพย์ คือ การทำกุศลจิตให้เกิดขึ้น กระทำต่อกันก็ทำด้วยความรัก ปรารถนาดี เอื้ออาทรต่อกัน พูดกันแต่ละคำก็ทำเมตตาจิตให้เกิดขึ้นก่อน แล้วจึงเปล่งวาจาที่เป็นคำสัจคำจริง ถูกกาล เป็นคำพูดที่เป็นประโยชน์ พูดด้วยความอ่อนหวาน และมีเมตตาจิตผลักคำพูดออกมา คิดถึงกันก็คิดด้วยเมตตา มองกัน ก็ให้ปิยจักษุเกิดขึ้นแล้วจึงมอง

จากเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พัฒนาไปสู่สังคหวัตถุ ได้แก่

  1. ทาน คือ การให้ การสละ การแบ่งปัน
  2. ปิยวาจา คือ พูดด้วยวาจาอันเป็นที่รัก
  3. อัตถจริยา คือ กระทำประโยชน์ต่อกัน ไม่อิดออด ไม่น้อยเนื้อต่ำใจ แต่เป็นการเกื้อกูลกันจริง ๆ
  4. สมานัตตตา คือ การเชื่อมประสาน ด้วยกุศลจิต

จนกระทั่งพัฒนาจากธรรมสามัคคีที่เป็นระดับโลกีย ไปสู่ธรรมสามัคคีที่เป็นระดับโลกุตตร คือ การประชุมอริยมรรคมีองค์ 8ให้เกิดขึ้นได้

จึงได้คำว่า กฐินที่เป็นวินัย พัฒนาไปสู่สามัคคีที่เป็นธรรมะ

กฐินเป็นเรื่องของผ้าไม่ใช่เรื่องของเงิน

กฐินนั้นเป็นเรื่องของผ้าจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องของเงินหรอก แต่ทีนี้ บุคคลที่แย้งการทำบุญกฐินด้วยมุมนี้ก็ต้องมองภาพให้กว้าง และเข้าใจบริบทสังคมให้ถูก

กฐินนั้นเป็นเรื่องของผ้า และสมัยก่อนนั้นเป็นเรื่องของพระ แต่เมื่อญาติโยมเห็นพระได้เจริญกุศลกัน เชื่อมประสานกัน จึงปรารถนาจะมีส่วนร่วมในบุญนี้ด้วย ญาติโยมจึงมาขอโอกาสพระสงฆ์ในการมีส่วนในการหาผ้า ตัด เย็บ และย้อม เพราะฆราวาสมีความชำนาญในการทำผ้ามากกว่าพระสงฆ์ และสามารถหาผ้าได้ง่ายกว่า

ทีนี้ เมื่อมีพุทธบริษัทเข้ามาร่วมในกิจกรรมกฐินนี้มากขึ้น ๆ แต่ที่เป็นผ้ากฐินได้แค่เพียงชิ้นเดียวเอง บุคคลอื่นที่ปรารถนาจะทำให้บุญกฐินนี้กว้างขวางขึ้น และได้มีส่วนร่วม จึงมีบริวารกฐินเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ผ้าไตรจีวร อัฏฐบริขาร สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นต้น ทำไปทำมาก็เลยมีเรื่องของเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อที่ว่าในวัดนั้นมีโครงการต่าง ๆ ที่จะเป็นการบูรณปฏิสังขรณ์ หรือการก่อสร้างพระอุโบสถ วิหาร พระเจดีย์ หรือสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ อย่างนี้ เป็นต้น

เมื่อมีเรื่องของเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ญาติโยมก็ต้องทำให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

พระสงฆ์ไม่สามารถรับเงินและทองได้ เพราะการยินดีในเงินและทองเป็นอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ แต่ว่าพระสามารถรับมูลค่าได้

ยกตัวอย่างเช่น โยมมีความประสงค์จะถวายปัจจัย 1,000 บาท จึงเข้ามาหาพระรูปที่ต้องการจะถวาย กล่าวคำถวายว่า “ท่านเจ้าคะ โยมมีความประสงค์จะถวายมูลค่า 1,000 บาท โดยปัจจัยจะฝากไว้ที่ไวยาวัจกร หากพระคุณเจ้าปรารถนาปัจจัย 4 ที่สมควรแก่สมณบริโภคภายในมูลค่า 1,000 บาทนี้ ให้ท่านเรียกใช้จากไวยาวัจกรนะเจ้าคะ” อย่างนี้เป็นต้น

หมายความว่า โยมถวายปัจจัย 4 มูลค่า 1,000 บาท (ปัจจัย 4 ไม่ใช่เงิน แต่หมายถึงเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยา) โดยการปวารณาต่อพระรูปที่ต้องการจะถวาย ส่วนตัวเงินนั้นก็ฝากไว้ที่ไวยาวัจกร หรือญาติโยมที่คอยดูแลพระสงฆ์รูปนั้นอยู่ เป็นต้น

พระสงฆ์ก็ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า โยมไม่ได้ถวายเงิน แต่ถวายปัจจัย 4 ฉะนั้น พระสงฆ์จึงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องเป็นตัวเงิน แต่สามารถเรียกร้องปัจจัย 4 หรือสิ่งของที่จำเป็นได้ ตามมูลค่าที่มีโยมปวารณาไว้

ถ้าพระไม่มีไวยาวัจกรทำอย่างไร?

หากว่าพระรูปนั้นมีคนขับรถมาด้วย หรือมีญาติโยมที่มาด้วย ก็ฝากไว้ที่โยม หรือหากว่าพระท่านมีโยมที่คอยดูแลบัญชีอยู่ ก็อาจจะใช้วิธีการโอนไปยังบัญชีนั้น หรือไม่อย่างนั้นผู้ถวายก็เป็นไวยาวัจกรเสียเอง คือ การบอกกับท่านว่า “โยมปวารณาปัจจัยมูลค่า 1,000 บาท หากพระคุณเจ้าประสงค์สิ่งใดสามารถเรียกใช้จากโยมได้นะเจ้าคะ” อย่างนี้เป็นต้น

โดยหลักการ คือ ผู้ที่ถือเงินไม่มีสิทธิ์ใช้ ผู้มีสิทธิ์ใช้ไม่สามารถถือ

ผ้าที่เป็นกฐินต้องเป็นผ้าที่บริสุทธิ์

ผ้าที่จะมาเป็นผ้ากฐินได้ ถ้าได้มาด้วยการขอ การบอก หรือทำนิมิต อย่างเช่นว่า “ปีนี้วัดเรายังไม่มีเจ้าภาพกฐินเลย ช่วยหาผ้ามาถวายหน่อยเถอะ” อย่างนี้เป็นการทำวิญญัติ คือ ทำการขอโดยตรง ผ้าที่ได้มานั้นไม่สามารถนำมาเป็นผ้ากฐินได้

เหตุเพราะผ้าที่ได้มานั้นไม่บริสุทธิ์

แต่พระอยู่วัดหนึ่ง สามารถบอกโยมที่รู้จัก หรือโยมปวารณาให้หาผ้าเพื่อไปทอดกฐินที่วัดอื่นนั้น สามารถทำได้

ต่อไปนี้จะขยายความในส่วนของผ้าที่ใช้เป็นผ้ากฐินไม่ได้ ได้แก่

  1. ผ้าที่ยืมเขามา คือ ผ้าที่ยืมจากบุคคลอื่น ยืมมาจากวัดอื่นเพื่อใช้ในการทำพิธีกรรม แบบนี้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นผ้ากฐินได้
  2. ผ้าที่ได้มาโดยอาการมิชอบ คือ ภิกษุพูด หรือแสดงกริยาอาการให้บุคคลอื่นรู้ว่าต้องการผ้านั้นมาทำเป็นผ้ากฐิน แม้จะขอกับบิดามารดาก็ใช้ไม่ได้
  3. ผ้าที่เก็บไว้ค้างคืน คือ ผ้าที่ทายกนำมาถวายในวันนั้น แล้วสงฆ์ไม่สวดให้ผ้าในวันนั้น แต่เก็บผ้านั้นไว้เพื่อกรานกฐินในวันรุ่งขึ้น หรือสงฆ์สวดให้ผ้าแล้ว แต่ภิกษุผู้กรานกฐินไม่กรานกฐินในวันนั้น
  4. ผ้าที่เป็นนิสสัคคีย์ คือ ผ้าที่ภิกษุกำลังเย็บ ย้อมอยู่ ไม่สามารถทำให้เสร็จในวันนั้นได้ ผ้าที่พระสงฆ์หาซื้อมาด้วยตนเอง เป็นต้น
  5. ผ้าที่ไม่มีขัณฑ์ หรือมีขัณฑ์ไม่ถึง 5 ขัณฑ์ คือ ผ้าที่ตัดเย็บไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

ที่มา: หนังสือกฐินสู่ธรรม ดำเนินตามอริยชน โดยทีมงานธรรมสมทบ ฉบับอีบุ๊ก พฤศจิกายน ๒๕๖๖ หน้า ๑๓–๑๙