กรานกฐินกับทอดกฐิน และอานิสงส์กฐิน 5 ประการ
กรานกฐินเป็นเรื่องของพระ ส่วนทอดกฐินเปิดโอกาสให้ญาติโยมมีส่วนร่วม โดยนำผ้าไปวางถวายแด่สงฆ์ไม่เจาะจงรูปใด ภิกษุผู้กรานกฐินแล้วได้อานิสงส์ 5 ประการ
ใจความสำคัญ
- กฐินเดิมทีเป็นเรื่องของพระ ตั้งแต่การตัด เย็บ ย้อม กรานกฐิน และอนุโมทนากฐิน
- ญาติโยมที่เห็นพระลำบากเรื่องผ้าอยากมีส่วนร่วม จึงมีคำว่า กรานกฐิน ซึ่งเป็นเรื่องของพระ กับ ทอดกฐิน ซึ่งเปิดโอกาสให้ญาติโยม
- ทอด หมายถึง การนำผ้าไปวางไว้โดยไม่เจาะจงพระรูปใด คือถวายเป็นสังฆทาน เพื่อให้พระสงฆ์นำผ้านั้นไปกรานกฐิน
- ภิกษุผู้กรานกฐินแล้วได้อานิสงส์ 5 ประการ เช่น เที่ยวไปโดยไม่ต้องบอกลา และเก็บอติเรกจีวรได้ตามต้องการ
- อานิสงส์ทั้ง 5 ประการมีตลอดเขตอานิสงส์กฐิน 5 เดือน ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4
กฐินเป็นเรื่องของพระ ไม่เกี่ยวกับญาติโยม?
กฐินเดิมทีแล้วเป็นเรื่องของพระ ตั้งแต่การตัด การเย็บ การย้อม การกรานกฐิน และอนุโมทนากฐิน เพื่อให้พระสงฆ์ในอาวาสนั้นได้รับอานิสงส์ 5 ประการของการกรานกฐิน
เมื่อยุคสมัยผ่านมาตามลำดับ ญาติโยมที่เห็นพระลำบากในเรื่องผ้า จึงอยากที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ เพราะญาติโยมหาผ้าได้ง่ายกว่าพระสงฆ์ และโดยเฉพาะ บุญกฐินนั้นเป็นบุญใหญ่ เพราะสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวในหนึ่งปี จึงเป็นกาลทาน และเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความสามัคคีของหมู่คณะ
จึงมีคำว่า กรานกฐิน กับ ทอดกฐิน
กรานกฐินเป็นเรื่องของพระ แต่การทอดกฐินเป็นการเปิดโอกาสให้ญาติโยมได้มามีส่วนร่วมในบุญกฐินนี้
พระมหาเถระรูปหนึ่งได้กล่าวถึงคำว่า ทอด ในคำทอดกฐินนั้น หมายถึง การนำผ้าไปวางไว้ โดยไม่เจาะจงพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง ทอดในที่นั้น คือ การทอดธุระ เพื่อให้พระสงฆ์นำผ้านั้นไปเพื่อทำการกรานกฐิน
คือญาติโยมที่เห็นพระสงฆ์มีความลำบากในการหาผ้า จึงต้องการที่จะอำนวยความสะดวกให้กับพระสงฆ์ในการแสวงหาผ้า และจะได้เป็นประโยชน์แก่การที่ท่านจะได้รักษาพระธรรมวินัยในเรื่องของการทำกฐิน รวมทั้งจะได้เป็นประโยชน์แก่การสืบทอดพระพุทธศาสนาสืบไปในอนาคต ญาติโยมจึงได้เข้ามามีบทบาทในเทศกาลกฐิน ตั้งแต่การแสวงหาผ้าที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย การตัด เย็บ ย้อม และนำผ้านั้นมาถวายแด่สงฆ์โดยไม่เจาะจงตัวบุคคล กล่าวคือถวายเป็นสังฆทาน โดยการวางไว้ จึงเรียกว่า ทอดกฐิน
กรานกฐินและอานิสงส์กฐิน
เมื่อมีการประชุมสงฆ์ มอบผ้าผืนนั้นแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งให้เป็นผู้ครองผ้ากฐิน ต้องถอนจีวรเก่า ทำกัปปพินทุ และอธิษฐานผ้าใหม่ที่สงฆ์มอบให้ ต่อจากนั้นจึงกรานกฐินด้วยผ้านั้น และเข้ามาหาสงฆ์ในที่ประชุมสงฆ์ แจ้งให้ทราบว่าตนได้กรานกฐินโดยชอบธรรมแล้ว ให้สงฆ์ได้อนุโมทนากฐินที่ตนได้กรานสำเร็จแล้ว เป็นอันว่าเสร็จพิธี
ภิกษุในอาวาสนั้นจึงได้อานิสงส์กฐินตามพุทธานุญาติ คือ
- เที่ยวไปโดยไม่ต้องบอกลา คือ เมื่อได้รับนิมนต์แล้ว หรือไม่ได้รับนิมนต์ก็สามารถเที่ยวไปได้ โดยไม่ต้องบอกลาภิกษุที่อยู่ในที่นั้น เพื่อไม่เป็นความลำบากแก่ภิกษุผู้จะเดินทาง และเพื่อความสะดวกรวดเร็ว
- เที่ยวไปโดยไม่ต้องนำไตรจีวรไปครบชุด คือ สามารถเก็บจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ได้ และนำไปเพียง 1 หรือ 2 ผืนได้ตามสมควร เพราะหากเป็นยามปกติ พระสงฆ์จะต้องมีไตรจีวรครบ 3 ผืนโดยไม่ห่างจากหัตถบาสในเวลาก่อนอรุณขึ้น เพื่อรักษาผ้า
- ฉันคณโภชนะได้ โดยปกติแล้วหากมีโยมนิมนต์ภิกษุ 4 รูปขึ้นไปโดยระบุชื่ออาหาร เช่น “นิมนต์พระคุณเจ้า 4 รูปฉันข้าวมันไก่เพลนี้เจ้าค่า” หากพระสงฆ์รับนิมนต์นั้นเป็นอาบัติ จึงควรใช้กัปปิยโวหารว่า “นิมนต์พระคุณเจ้าฉันภัตตาหารเพลเจ้าค่ะ” อย่างนี้จึงไม่เป็นอาบัติ คือ ไม่ระบุชื่ออาหาร แต่ว่าเมื่อภิกษุได้กรานกฐินแล้ว ก็สามารถรับนิมนต์โดยระบุชื่ออาหารได้โดยไม่เป็นอาบัติ
- เก็บอติเรกจีวรได้ตามต้องการ คือ ภิกษุสามารถเก็บจีวรที่ญาติโยมถวายได้จนกว่าจะหมดเขตอานิสงส์กฐิน (กลางเดือน 4) เพราะโดยปกติ เมื่อมีญาติโยมถวายจีวร ภิกษุสามารถเก็บจีวรได้ไม่เกิน 10 ราตรี ต้องอธิษฐาน หรือวิกัปป์ ไม่อย่างนั้นต้องสละผ้า
- ภิกษุผู้ได้กรานกฐินมีสิทธิ์ได้รับจีวรที่เกิดในที่นั้น คือ ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว ก็จักมีสิทธิ์ในจีวรที่เกิดขึ้นในสีมาที่ได้กรานกฐินแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจีวรมรดก (จีวรของผู้ที่ตายแล้ว) จีวรที่มีทายกนำมาถวาย จีวรที่เขาถวายอุทิศสงฆ์ (วิ.อ.๓/๓๐๖/๑๙๒)
อานิสงส์ทั้ง 5 ประการนี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว ตราบเท่าที่ยังอยู่ในเขตอานิสงส์กฐิน 5 เดือน คือ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ของปีถัดไป
ที่มา: หนังสือกฐินสู่ธรรม ดำเนินตามอริยชน โดยทีมงานธรรมสมทบ ฉบับอีบุ๊ก พฤศจิกายน ๒๕๖๖ หน้า ๑๐–๑๓