กฐินคืออะไร ความเป็นมาของกฐินและผ้ากฐิน
กฐิน ตามศัพท์หมายถึง ไม้สะดึง คือไม้แบบสำหรับตัดเย็บจีวร ผ้ากฐินคือผ้าจีวรชิ้นใดชิ้นหนึ่งในไตรจีวร พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาแล้วกรานกฐินได้
ใจความสำคัญ
- บุญ คือ ธรรมชาติที่ชำระขันธสันดานให้สะอาดจากความกำหนัด ขัดเคือง และลุ่มหลง ใจที่โปร่ง โล่ง เบา แสดงว่าบุญเข้ามาชำระแล้ว
- บุญกิริยาวัตถุ 10 สรุปได้เป็น ทาน ศีล ภาวนา และการมาทำบุญกฐินก็เป็นทานมัย
- พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการกรานกฐิน เพื่อให้ภิกษุไม่ลำบากเรื่องการเดินทางและการหาจีวร ได้ใช้เวลา 1 เดือนหลังออกพรรษาในการหาผ้า
- ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้วจะได้อานิสงส์ 5 ประการ เช่น เที่ยวไปโดยไม่ต้องบอกลา และฉันคณโภชนะได้
- ตามศัพท์ กฐิน หมายถึง ไม้สะดึงสำหรับตัดเย็บจีวร ส่วนผ้ากฐินคือผ้าจีวรชิ้นใดชิ้นหนึ่งในไตรจีวร 3 ผืน
กฐิน = บุญ ?
อตฺตโน สนฺตานํ ปุเรติ โสเธตีติ = ปุญฺญํ
ธรรมชาติใด ย่อมชำระขันธสันดานให้สะอาดหมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง คือ ความกำหนัดขัดเคืองและลุ่มหลง ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า “บุญ”
ฉะนั้น ธรรมชาติที่จะมาขจัดเครื่องเศร้าหมองได้ต้องเป็นกุศลธรรม เช่น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เป็นต้น หรือเจตนาที่เป็นไปกับกุศล คือ เจตจำนงที่เป็นไปกับกุศล ทำสภาพจิตที่ไม่มีโทษ จิตที่ไม่มีโรค จิตที่ไม่มีของเสียให้เกิดขึ้น สภาพจิตแบบนั้นจึงเป็นบุญ
เราต้องมีอุบายวิธีในการเข้ามาชำระ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงเรื่องบุญกิริยาวัตถุ ได้แก่ ทาน ศีล และภาวนา หากขยายออกมาก็เป็นบุญกิริยาวัตถุ 10
ถ้าหากความกำหนัด ความขัดเคือง ความมัวเมาลุ่มหลงเกิดขึ้นในใจ ตอนนั้นใจไม่เป็นบุญแล้ว แต่ในเมื่อบุญเป็นเครื่องชำระ ลองสังเกตตนเองดูนะว่า สภาพใจของเราตอนนั้น เป็นสภาพที่โปร่ง โล่ง เบาเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าความโปร่ง โล่ง เบาเกิดขึ้นแล้ว นั่นแหละแสดงว่าบุญเข้ามาชำระแล้ว
บุญกิริยาวัตถุ 10
ทาน คือ การให้ การสละ การแบ่งปัน เช่น การใส่บาตร ถวายสังฆทาน หรือมาทำบุญกฐินเป็นต้น อย่างนี้เรียกว่า ทานมัย เมื่อเราให้ทานแล้วยังสามารถน้อมนำบุญที่เกิดขึ้นนี้แผ่ให้กับผู้อื่นได้ด้วย จึงได้ ปัตติทานมัย และเมื่อเห็นใครที่ได้ทำความดี ได้เจริญกุศล ก็พลอยยินดีกับเขา ชื่นชมกับเขา อนุโมทนากับเขา แบบนี้เป็น ปัตตานุโมทนามัย
ส่วนคำว่าศีลเป็นธรรมชาติที่รักษาพฤติกรรมทางกาย ทางวาจา และการเลี้ยงชีพให้สะอาดบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว กำจัดความทุศีล กาย วาจา ใจ สะอาดขึ้น มีความละอายต่อบาป มีความเกรงกลัวต่อการทำบาป มีศรัทธาที่มั่นคงเป็นเหตุใกล้ อย่างนี้เป็น ศีลมัย ส่วนการประพฤติที่มีความนอบน้อมต่อบุคคลที่มีคุณ เช่น คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์ หรือพระสงฆ์ จนพัฒนาไปถึงอ่อนน้อมต่อพระรัตนตรัย อย่างนี้เป็น อปจายนมัย ส่วนการขวนขวายประโยชน์ในการทำกิจต่าง ๆ ที่ชอบเหล่านี้เป็น เวยยาวัจจมัย
ระดับภาวนา คือ การทำกุศลนั้นให้พัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไป จากศีลไปสู่สมาธิ จากสมาธิไปสู่ปัญญา จนพัฒนาจากศีล สมาธิ ปัญญาระดับโลกียะ เป็นศีล สมาธิ ปัญญาในระดับโลกุตตระเลย อย่างนี้เป็น ภาวนามัย ในขณะที่เรากำลังฟังพระสัทธรรม คือ ธรรมะของสัตตบุรุษ (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ข้อมูล และจะได้มีแผนที่ในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง แบบนี้เป็น ธัมมัสสวนมัย การบอก การประกาศ การให้องค์ความรู้ หรือการแสดงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้เป็น ธัมมเทสนามัย การปรับความเห็นให้ตรงตามที่เป็นจริงเรียกว่า ทิฏฐุชุกรรม เช่นที่พวกเรากำลังทำความเข้าใจเรื่องกฐิน ซึ่งเป็นพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัตินี้ เป็นการปรับความเห็นให้ตรงตามความเป็นจริง
โดยสรุป คือ ทาน ศีล ภาวนา
ความเป็นมาของกฐิน
ย้อนกลับไปสมัยพุทธกาล มีพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งที่จาริกเพื่อจะมาเข้าเฝ้าพระศาสดา แต่การจาริกในฤดูฝนนั้นไม่สะดวกเลย และยังมีการเดินตัดทุ่ง ตัดนาข้าว ทำให้พืชผลของชาวบ้านนั้นเสียหาย ชาวบ้านก็เดือดร้อน พระศาสดาจึงทรงมีพุทธานุญาตให้พระสงฆ์อยู่จำพรรษาตลอดไตรมาส คือ 3 เดือนในช่วงฤดูฝน
ภิกษุชาวเมืองปาเฐยยะ (ปาฐา) จำนวน 30 รูป ประสงค์จะไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่เมื่อเดินทางถึงเมืองสาเกต (ห่างจากสาวัตถีที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ 6 โยชน์ หรือ 96 กิโลเมตร) ก็ถึงกาลเข้าพรรษาเสียก่อน จึงต้องจำพรรษากันในเมืองสาเกต แต่ด้วยความคิดถึงพระพุทธเจ้า เมื่อออกพรรษา ภิกษุกลุ่มนี้จึงรีบพากันจาริกเพื่อจะมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่เนื่องจากยังเป็นช่วงที่มีฝนตกชุก ทำให้การเดินทางก็ได้รับความลำบาก เพราะพื้นดิน และเส้นทางที่เดินนั้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำและโคลนตม ทำให้ร่างกาย ผ้าไตรจีวร และบริขารอื่น ๆ ล้วนเปียกชุ่ม และเปรอะเปื้อน
เมื่อมาถึงวัดเชตวันแล้ว ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้ว พระองค์ก็ทรงปฏิสันถาร และได้ถามถึงความเป็นอยู่ และความลำบากในการเดินทาง จึงกราบทูลตามความเป็นจริง เมื่อทรงสดับ พระพุทธเจ้าก็ทรงมีพุทธประสงค์ให้ภิกษุทั้งหลาย ไม่ลำบากเรื่องการเดินทาง (เพราะยังมีฝนตกชุก) รวมทั้งไม่ลำบากในเรื่องการหาจีวร จึงทรงบัญญัติให้มีการกรานกฐินแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาแล้วกรานกฐินได้” (วินย.๕/๓๐๖/๑๔๖) “ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้วจะได้อานิสงส์ 5 ประการ คือ เที่ยวไปโดยไม่ต้องบอกลา ไม่ต้องถือไตรจีวรครบ 3 ผืน ฉันคณโภชนะได้ เก็บผ้าอื่นที่นอกจากไตรจีวรได้ตามต้องการ และมีสิทธิ์ในจีวรที่ทายกถวายแก่สงฆ์ในวัดนั้น” เพื่อให้ภิกษุทั้งหลาย ได้ใช้เวลาช่วง 1 เดือนหลังออกพรรษาในการหาผ้า และยังไม่ต้องรีบไปไหนกัน
การทำผ้ากฐิน
ในสมัยโบราณนั้นผ้าหาได้ยาก เมื่อพระได้เศษผ้าที่เก็บตามซากศพบ้าง ป่าช้าบ้าง ผ้าที่เขาทิ้งแล้วบ้าง พระสงฆ์ทั้งวัดก็ต้องมาร่วมแรงร่วมใจกันในการทำผ้านั้นให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยด้วย ในการตัดผ้าอย่างไร เย็บอย่างไร ย้อมอย่างไรให้ได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
ตามศัพท์แล้ว คำว่า กฐิน หมายถึง ไม้สะดึง คือ ไม้แบบที่ใช้สำหรับตัดเย็บจีวร
ผ้ากฐินก็คือผ้าจีวรผืนใดผืนหนึ่ง เพราะคำว่าจีวรนั้นคือผ้า ไตรก็คือ 3 หมายถึง ผ้าไตรจีวรก็คือผ้าจีวร 3 ผืน
ผ้าที่นำมานุ่งเรียกว่า อันตรวาสก หรือที่เราคุ้นเคยคำว่าสบง
ผ้าที่นำมาห่มเรียกว่า อุตตราสงค์ ส่วนมากเราเรียกผ้าชิ้นนี้ว่าจีวร
ผ้าที่นำมาห่มซ้อนในฤดูหนาวเรียกว่า สังฆาฏิ (ประเทศไทยใช้พาดบ่า)
แต่ทั้ง 3 ชิ้นนี้เรียกว่า เป็นผ้าจีวรทั้งนั้น จึงเรียกรวมว่า ผ้าไตรจีวร ผ้ากฐินก็คือผ้าจีวรชิ้นใดชิ้นหนึ่งในสามชิ้นนี้นั่นเอง
ที่มา: หนังสือกฐินสู่ธรรม ดำเนินตามอริยชน โดยทีมงานธรรมสมทบ ฉบับอีบุ๊ก พฤศจิกายน ๒๕๖๖ หน้า ๕–๑๐