← กฐิน
กฐิน

อานิสงส์ของการทำบุญกฐิน และวางใจอย่างไรให้ได้บุญมากที่สุด

บุญกฐินต่างจากทานประเภทอื่น เพราะมีอานิสงส์ทั้งของผู้รับและผู้ถวาย ฝ่ายละ 5 ประการ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก และมีสุคติเป็นไปในภพหน้า

จากหนังสือ กฐินสู่ธรรม ดำเนินตามอริยชน โดย ทีมงานธรรมสมทบ หน้า ๒๗–๓๔ ทบทวนล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

ใจความสำคัญ

  • บุญกฐินต่างจากทานอื่น เพราะนอกจากอานิสงส์ของผู้ถวาย 5 ประการ ยังมีอานิสงส์ของผู้รับอีก 5 ประการ
  • ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก บัณฑิตย่อมคบหา เกียรติศักดิ์ย่อมขจรไป ไม่ห่างจากธรรมของคฤหัสถ์ และมีสุคติในภพหน้า
  • ทานในพระพุทธศาสนาคือจิตตลังการทานัง การให้เพื่อประดับจิต ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปกับการละตัณหา มานะ และทิฏฐิ
  • ก่อนให้ก็ดีใจ ขณะให้เลื่อมใส ให้แล้วก็ปลื้มใจ แบบนี้เก็บบุญได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
  • ถ้าปล่อยให้ความขัดเคืองเกิดขึ้นในงานบุญ ผู้ที่เสียประโยชน์คือเราเอง เพราะทำกุศลจิตให้หลุดไปจากใจ

อานิสงส์ของการทำบุญกฐิน

บุญกฐินนั้นแตกต่างกับทานประเภทอื่น เพราะโดยปกติ จะมีเฉพาะอานิสงส์ของผู้ถวาย แต่ในบุญกฐินนี้มีอานิสงส์ของผู้รับด้วย

อานิสงส์ของผู้รับมี 5 ประการ อานิสงส์ของผู้ถวายก็มี 5 ประการเช่นกัน

ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ถามว่าใครเป็นผู้รับกฐิน…ก็ต้องตอบว่า สงฆ์ เป็นผู้รับกฐิน แล้วใครเป็นผู้ถวาย…ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา สามารถนำผ้าไปถวายได้ทั้งนั้น

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ทานของสัตบุรุษ ต้องเห็นผลของทานก่อนแล้วจึงให้ การให้ทานนั้นมีอานิสงส์ ดังนี้

  1. ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักที่พอใจของคนหมู่มาก
  2. บัณฑิตย่อมคบหาสมาคมกับผู้ให้ทาน (พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาโปรดเรา)
  3. เกียรติศักดิ์อันงามของผู้ให้ทานย่อมขจรไป แม้เทพเทวดาก็ปรารถนาจะมีส่วนร่วม
  4. ผู้ให้ทานย่อมไม่ห่างเหินจากธรรมะของคฤหัสถ์ (สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ)
  5. มีสุคติเป็นไปในภพหน้า

จิตตลังการทานัง

ทานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน หรือทานในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ทานที่ให้โดยลำเอียงเพราะรัก (ฉันททานัง) ไม่ใช่ลำเอียงเพราะโกรธ (โทสทานัง) ไม่ลำเอียงเพราะหลง (โมหทานัง) และไม่ใช่เพราะกลัว (ภยทานัง) ไม่ได้ให้ตามธรรมเนียมประเพณี (กุลวังสทานัง) ไม่ได้ให้เพราะหวังสุคติโลกสวรรค์ (สัคคโลกทานัง) และไม่ใช่แค่ให้เพราะมันสบายใจ (โสมนัสสทานัง)

แต่ต้องเป็นการให้เพื่อประดับจิต ตกแต่งจิต ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปกับการละกิเลส คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ

  1. เมื่อจะให้ทาน ก็ทำศรัทธาจิตให้เกิดขึ้น ทำใจให้ผ่องใสแล้วจึงให้
  2. ให้ทานด้วยความยำเกรง หมายถึง ให้ของที่เหมาะสมแก่ผู้รับ
  3. ให้โดยถูกกาลถูกเวลา เช่น การทำบุญกฐินเป็นต้น
  4. ให้แล้วสละขาด ราวกับเด็ดดวงใจยื่นให้
  5. ให้โดยไม่กระทบตนและบุคคลอื่น

ที่สำคัญคือ ก่อนให้ก็ดีใจ ขณะให้เลื่อมใส ให้แล้วก็ยังความปลื้มใจให้เกิดขึ้น แบบนี้เก็บบุญได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย

วางใจอย่างไรให้ได้บุญมากที่สุด

ในการที่พวกเราต้องมาพบเจอกับคนจำนวนมาก ๆ ที่ต่างพ่อต่างแม่ มารวมตัวกันแม้ในกิจกรรมที่จะมาร่วมกันเจริญกุศลก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะมีการกระทบกระทั่ง และขัดเคืองกันบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ

ทีนี้ ถ้าเราปล่อยให้ความขัดเคืองเกิดขึ้น กุศลที่ได้ก็จะไม่เต็มที่ การขัดเคืองนั้นผู้ที่เสียประโยชน์คือเราเอง แปลว่า เราทำกุศลจิตให้หลุดไปจากใจแล้ว

บุญที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่เฉพาะการถวายกฐินนะ แต่ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าบุญนั้นมีตั้ง 10 อย่าง คือ ในบุญกิริยาวัตถุเป็นต้น

เรามาถวายกฐิน ถวายผ้า ถวายสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ แก่สงฆ์ นั้นก็เป็นทาน หรือแม้แต่การหยิบผ้า หยิบน้ำให้เพื่อนที่มาด้วย นั้นก็เป็นทานกุศล

เมื่อเราได้ทำความดี น้อมบุญนี้ว่า ขอบุญนี้จงถึงแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า เราสามารถน้อมบุญนี้อุทิศให้หมู่ญาติได้ตลอด

เมื่อเห็นใครทำความดี ทำสิ่งที่ดี ก็น้อมใจในการอนุโมทนาบุญที่บุคคลอื่นทำ ไม่ใช่การขโมยบุญนะ แต่เราได้ทำกุศลให้เกิดขึ้นต่างหาก

วันนี้ก็จะเชิญชวนท่านทั้งหลายสมาทานศีลกันด้วย ให้ทำเจตนางดเว้นจากการฆ่าให้เกิดขึ้น ใจก็เป็นไปกับเมตตา งดเว้นจากการลัก ใจคิดให้ สละ และแบ่งปัน อย่างนี้เป็นต้น

มีความอ่อนน้อมต่อกัน อ่อนโยนต่อกัน ดูแลกัน แบบนี้ก็เป็นบุญแล้ว

ช่วยเหลือเกื้อกูลในเวลาที่เห็นใครกำลังต้องการความช่วยเหลือ เราทำได้ตลอดเลย

ทำเมตตาจิตให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเลย ไม่ยากเลย เห็นใครก็ให้คิดแบบนี้ในใจว่า “สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย”

และในวันนี้ก็จะมีกิจกรรมในการฟังธรรม

และเราก็สามารถบอกข้อมูล ให้องค์ความรู้กันในเรื่องกฐินแบบนี้ก็ได้

สุดท้าย คือ การปรับความเห็นให้ตรง

ถ้าสรุปออกมาก็คือ ทานกุศล ศีลกุศล และภาวนากุศล

ทีนี้ ในขณะที่เรากำลังเดินเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า เดินเพื่อนำผ้ากฐิน และบริวารกฐินเหล่านี้ไปถวายแด่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ในขณะที่เดินไปให้ทาน ก็ชื่อว่ากายกรรมของเราเป็นทานกุศล ชักชวนกันไปเจริญกุศล วจีกรรมนั้นเป็นทานกุศล น้อมใจว่าเรากำลังจะได้ไปให้ทานแล้ว มโนกรรมนั้นก็เป็นทานกุศล

เมื่อระลึกถึงศีล ว่าเราได้ปฏิบัติตามแบบอย่างของอริยบุคคลในกาลก่อนนั้นเป็นศีลกุศล ขณะที่เรากำลังเดินไป กายกรรมก็เป็นศีลกุศล ขณะที่ชักชวนกันด้วยระลึกว่า เราได้ทำหน้าที่ของพุทธบริษัทที่ดีหนอ วจีกรรมนั้นก็เป็นศีลกุศล ขณะที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว แต่ได้ระลึกถึงศีลที่เราได้สมาทาน รักษามโนกรรมนั้นเป็นศีลกุศล

ในขณะที่เรากำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ให้เข้าใจว่า ทั้งคณะสงฆ์ที่ขวนขวาย ทีมงานที่จัดงาน โรงทานแต่ละแห่ง ๆ และบุคคลต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ต่างทำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปนั้น กายกรรมของเราเป็นภาวนากุศลตลอดเลยที่เราระลึกถึงพุทธคุณ ขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็สาธยายพุทธคุณของพระพุทธเจ้าไปด้วย ว่า “อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อนุตตะโรปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา” อย่างนี้ตลอด ให้เสียงพุทธคุณดังกระฉ่อนไปทุกภพทุกภูมิ สุดท้าย คือ ระลึกถึงพระพุทธเจ้าในขณะที่ไม่ได้เคลื่อนไหว มโนกรรมก็เป็นภาวนากุศล

ฉะนั้น วันนี้ที่พวกเรามีบุญมาสัมพันธ์กัน ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจอย่างนี้นะว่า

  1. วันนี้ไม่ว่าจะพบเจอสิ่งใด จะให้กุศลเท่านั้นเกิดขึ้น
  2. ถ้าบาปเกิดขึ้นแม้เพียงนิดหน่อย จะรีบขจัดให้ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนอุจจาระกระเด็นติดหน้า จะรีบล้างออกไปอย่างรวดเร็ว
  3. จะฝึกกระแสชีวิตนี้ให้คุ้นเคยกับการเจริญกุศล จะฝังสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ไว้รอบตัวเลย

ขออนุโมทนาในบุญกุศลที่เกิดขึ้นกับท่านทั้งหลายในทุกบุญ และขอยกบุญกุศลนี้ให้กับท่านทั้งหลายที่ได้มาเจริญกุศลร่วมกัน ขอบุญนี้จงเป็นปัจจัยแก่การเข้าถึงโลกุตตรธรรม คือ มรรค 4 ผล 4 และเป็นปัจจัยแก่การลุถึงอนุปาทาปรินิพพานโดยสะดวก โดยเร็วพลันเทอญ

บทสวดที่เกี่ยวข้อง

อ่านและสวดตามได้ในหนังสือสวดมนต์ของภาวนาราม

ที่มา: หนังสือกฐินสู่ธรรม ดำเนินตามอริยชน โดยทีมงานธรรมสมทบ ฉบับอีบุ๊ก พฤศจิกายน ๒๕๖๖ หน้า ๒๗–๓๔