← เมตตาและพรหมวิหาร
เมตตาและพรหมวิหาร

ตอบข้อสงสัยในการปฏิบัติเมตตาภาวนา

อยากได้ผลของเมตตาแต่ไม่อยากประกอบเหตุ ทำแล้วเครียดกลุ้มทุกข์ เป็นตัณหา แต่ถ้ามีความสุขทุกขั้นตอนตั้งแต่ประกอบเหตุ เป็นฉันทะ ถามตอบข้อสงสัยในการเจริญเมตตา

จากหนังสือ เจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดย ธรรมสมทบ หน้า ๑๕๒–๑๖๙ ทบทวนล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

ใจความสำคัญ

  • อยากได้สุขเวทนาจากเมตตา อยากได้ผลแต่ไม่อยากประกอบเหตุ ทำแล้วเครียดกลุ้มทุกข์ เป็นตัณหา เมตตาแท้มีความสุขทุกขั้นตอน เป็นฉันทะ
  • เมตตาที่ยังเป็นโลกียะเป็นทุกขสัจจะ ควรกำหนดรู้ อย่าให้ตัณหายินดีว่าเราเป็นผู้มีเมตตา เพราะนั่นคือการสร้างสมุทยสัจจะอีก
  • การแผ่เมตตาขับเน้นที่อโทสะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นถึงอัปปนาสมาธิ ส่วนการอุทิศส่วนกุศลใช้ขณิกสมาธิ น้อมบุญให้แก่สรรพสัตว์
  • จะทำให้เมตตาจิตเกิดขึ้น ต้องทำให้ศีลเกิดขึ้น ศีลจริง ๆ เกิดจากความจงใจตั้งใจ เกิดตอนที่กุศลจิตเกิดขึ้น
  • เมตตาตัดโทสะโดยตรง เมื่อกิเลสไม่เกิดก็ไม่ไปทำกรรมที่เป็นไปในวัฏฏะ นี้เป็นกระบวนการตัดภพตัดชาติ

เมตตาจิตเกิดแล้ว ไม่หยุดอยู่ ต้องพัฒนาต่อ
ทำให้ละเอียดอ่อน ทำให้มีกำลังมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป

รู้สึกอยากให้เมตตาเกิด ดีใจที่เมตตาเกิด เป็นตัณหาหรือไม่

เมตตามีศัตรูใกล้กับศัตรูไกล
ความรักที่เป็นราคะ ความกำหนัด ความยินดี หรือความอยาก
เรา “อยากจะได้เมตตา”

อยากด้วยตัณหา มีอัตตาตัวตน
อยากได้สุขเวทนาจากเมตตานั้น
อยากได้ผล แต่ไม่อยากประกอบเหตุ
เวลาทำแล้วเครียดกลุ้มทุกข์
…อย่างนี้เป็นตัณหา

แต่เมตตาแท้ ปรารถนาอยากเข้าถึงอานิสงส์ของเมตตา
กระทำแล้วมีความสุขจากการกระทำ
มีความสุขตั้งแต่ประกอบเหตุ
ในขณะที่ฝึกก็มีความสุขมาก มีความสุขทุกขั้นตอน
…อย่างนี้เป็นฉันทะ

ฝึกเมตตาแล้วรู้สึกเฉย ๆ ไม่ซาบซึ้ง ไม่ได้รับความชุ่มชื่นใจเลย

เหตุผลที่ฝึกเมตตาแล้วรู้สึกเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกมีความสุข
เพราะเราไม่ละเอียดอ่อน ไม่ละเมียดละไมกับตัวเอง ไม่เก็บรายละเอียด
เราเคยใช้ตัณหาทำกิจกรรมจนเคยชิน
ใช้ทิฏฐิ มานะ จนเคยชิน
แยกไม่ออกระหว่างอะไรเป็นกุศล อกุศล
นี้เป็นความไม่ละเอียดอ่อนของการดำเนินชีวิต

หัดเป็นคนละเอียด ละเมียดละไม อย่าเป็นคนหยาบ ๆ
ใช้สติจับกุศลความดีที่เราเคยทำมาวิจัยดู แล้วจะเห็นว่า อันที่จริงแล้ว เราก็มีความน่ารัก ให้เรารู้สึกรักตนเองได้

เสียงด่าก็มีอุปการคุณ เสียงชมก็มีอุปการคุณ
ถ้าเรามองให้เจอ มองให้เห็น เราจะเห็นผู้มีอุปการคุณมากมาย ไม่ใช่เขาต้องทำดีกับเราเท่านั้น
แม้บุคคลที่ทำไม่ดีกับเรา แล้วเป็นเหตุให้เราไม่ประมาท เป็นเหตุให้เราขยัน เป็นเหตุให้เราขวนขวาย…

จงมองสิ่งทั้งหลายให้เห็นคุณของมัน
…นี้เรียกว่า มนสิการ ที่จะทำให้เรากล้าที่จะรักทุกคน

พอเมตตาเกิดขึ้น ใจละเอียดอ่อน คิดอะไรลึกซึ้ง
เหมือนน้ำนิ่ง น้ำใส จะมองเห็นเงาตัวเองชัด

เราไม่เห็นข้อบกพร่อง หรือความดีของตัวเอง
เพราะใจกระเพื่อม เพราะนิวรณ์ธรรม

  • กามฉันทะ เหมือนน้ำผสมสี มองเงาตัวเอง ความดีก็ไม่เห็น ความไม่ดีก็ไม่เห็น
  • โทสะความโกรธ เหมือนน้ำเดือดบนเตา มองเงาตัวเองก็ไม่เห็น ไม่ชัด
  • ความหดหู่ท้อแท้ท่วมทับ เหมือนน้ำที่มีจอกแหนปิดอยู่ มองเงาตัวเองไม่ชัด
  • ความฟุ้งซ่านรำคาญใจกลุ้มรุม เหมือนน้ำที่ถูกลมพัดกระเพื่อม มองเงาตัวเองไม่ชัด
  • ความลังเลสงสัย เหมือนน้ำใส่ภาชนะที่มีโคลนตมตั้งไว้ในที่มืด มองเงาตัวเองไม่เห็นอะไรเลย

จงเป็นเหมือนน้ำสะอาด ใส่ภาชนะวางนิ่งไว้ในที่แจ้ง จะเห็นข้อบกพร่องและความดีของตนเองได้ชัดเจน

เวลาเครียดหรือวิตกกังวล จะดึงใจเราอย่างไร ให้กลับมาเจริญเมตตาได้

กิเลสเหมือนอุจจาระ เหมือนเราเอาอุจจาระมาราดตัวเองแล้วไม่ยอมทำความสะอาด
เป็นคนไม่ฉลาด ที่ปล่อยให้กิเลสสกปรกมันเกิดขึ้นในชีวิต เอาอุจจาระมาเทราด ยังสกปรกน้อยกว่าการเอาโทสะมาใส่ไว้ในใจ มันเหม็นรกรุงรัง ให้เห็นเป็นของสกปรกที่ต้องละทันที อย่าไปยินดีกับความโกรธ อย่าไปใช้ความโกรธในการดำเนินชีวิต

คิดว่าพอโกรธแล้ว คนอื่นจะเกรงใจเรา
วิธีคิดนี้เป็นความคิดที่ผิด เป็นการฝังความเห็นผิด

…เมื่อเครียดหรือกังวลให้ละทันที

ทำไมบางครั้งที่ได้สภาพของความนุ่มนวลอ่อนโยน หรือได้สมาธิ แล้วต่อมาเวลาเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่ง เหมือนเข็มมาทิ่มลูกโป่ง แล้วลมมันหายไป เหมือนเครื่องคุ้มครองป้องกันมันหายไป

คนที่เคยได้กำลังของสมาธิ แล้วไม่มีอุบายที่จะรักษาเหตุปัจจัย เวลามันหายไปก็โหยหา พอโหยหาอยากจะได้ ก็กลายเป็นตัณหา อยากได้ผลแต่ไม่ประกอบเหตุ

ฉะนั้นให้เข้าใจว่า
เมตตาก็ดี โทสะก็ดี ล้วนแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป
อนิจจังขาขึ้น คือ เมตตาที่เกิดขึ้นเล็กน้อย สามารถทำให้เจริญมากขึ้นได้ แต่พอไม่ให้เหตุปัจจัย ก็เป็นอนิจจังขาลง คือ ค่อย ๆ หายไป โทสะหรืออกุศลก็จะมาแทรก

หากเมตตาจะหายไปก็อย่ากังวล
หน้าที่ของเรา คือ ให้เหตุปัจจัย
หากเมตตาเกิดขึ้น สมาธิเกิดขึ้น แล้วเรามัวไปเสวยผล แทนที่จะพัฒนาต่อ กลับไม่ได้พัฒนากว้างขวางไปกว่านั้น ก็ชื่อว่าประมาท

การเจริญเมตตา ไม่เหมือนอานาปานสติ
อานาปานสติเจริญได้เพียงอิริยาบถนั่ง
จะต้องนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติให้คงมั่น
แต่เมตตาภาวนาเจริญได้ทุกอิริยาบถ
ทั้ง ยืน เดิน นั่ง นอน และอิริยาบถย่อยได้ทั้งหมด
เป็นหนึ่งในสี่หมวดของสัพพัตถกกรรมฐาน

เราต้องเจริญเมตตา เพื่อที่ว่าจิตใจของเราจะได้เยือกเย็น มองหมู่สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย

สติที่เกิดอย่างต่อเนื่อง
เมตตา สมาธิ ปัญญาที่เกิดอย่างต่อเนื่อง
ขจัดความง่วงได้
สามารถเจริญให้เป็นพรหมวิหารธรรมได้

เมตตา สรุปลงอริยสัจ อย่างไร

เมตตา ได้แก่ อโทสะ ความไม่โกรธ
สภาพจิตที่เป็นไปกับเมตตา เป็นสังขารขันธ์

เมตตาที่ยังเป็น โลกียะ ทั้งหมด จัดเป็น ทุกขสัจจะ
ควรรอบรู้ ควรกำหนดรู้
สภาวธรรมที่เกิดร่วมกับเมตตา
ไม่ว่าจะเป็นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
แม้จิตก็เป็น ทุกขสัจจะ ควรรอบรู้ควรกำหนดรู้เช่นกัน

กระแสขันธ์ที่เป็นมหาภูตรูป อุปาทายรูป
อันเป็นที่อาศัยของเมตตานั้น
ก็เป็น ทุกขสัจจะ ควรรอบรู้ควรกำหนดรู้

ตัณหา ในอดีต เป็นด่านหน้า ที่เป็นเหตุทำให้เมตตาเกิดขึ้น
หมายถึง เพราะตัณหาที่เคยเกิดขึ้นกับเราในอดีต เป็นเหตุให้เราต้องเกิดมา ได้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ นั้นเป็น สมุทยสัจจะ เหตุให้เกิดทุกข์ ควรละ ควรประหาร

(พูดถึงตัณหา เป็นด่านหน้า ยังมีอวิชชา ความไม่รู้ อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น กิเลสทั้งหลาย เป็นเบื้องหลัง จัดเป็นสมุทยสัจจะทั้งสิ้น)

เมื่อจะเจริญเมตตา ก็อย่าให้ตัณหาไปยินดี ในตัวเมตตา ว่าเราเป็นผู้มีเมตตา เพราะนั่นแปลว่า
เรากำลังทำให้ตัณหาใหม่เกิดขึ้น
เรากำลังสร้างสมุทยสัจจะอีก !!

สภาวะดับตัณหา ดับทุกขสัจจะ
หมายถึง พระนิพพาน ที่จะไม่มีขันธ์ ๕ เกิดขึ้นอีกต่อไป
แม้เมตตาก็จะดับไม่เหลือ เป็น นิโรธสัจจะ

การปฏิบัติตาม สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ โดยเฉพาะการมีสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ อันเป็นเหตุที่ทำให้เมตตาเกิดขึ้น เป็นการประกอบมรรคเบื้องต้น เป็น ปุพภาคของมรรค
อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่ไปประชุมในโลกุตตระ จึงจะเรียกว่าเป็น มรรคสัจจะ อย่างแท้จริง

เมื่อเมตตาเกิดขึ้น
จนสามารถพัฒนาเมตตา
ให้เป็นอธิจิตตสิกขา
แม้เมตตานั้นก็ควรมากำหนดรู้
เพราะยังอยู่ในขอบข่ายของทุกขสัจจะ
หากไม่กำหนดรอบรู้
หมู่สัตว์ทั้งหลายก็จะไปยึดติดว่า
เมตตาเป็นเรา เรามีเมตตา
เมตตาอยู่ในเรา เราอยู่ในเมตตา
เห็นเมตตาเป็นอัตตาตัวตน
เห็นธรรมที่เกิดพร้อมเมตตาเป็นอัตตาตัวตน
ก็จะไปยึดมั่นในความเป็นผู้มีเมตตา เป็นต้น
ก็เข้าใจผิดในกระแสชีวิตนี้

การแผ่เมตตากับการอุทิศส่วนกุศลต่างกันอย่างไร

การแผ่เมตตา

ขับเน้นที่ อโทสะ คือ ตัวเมตตาแท้ ๆ
ความรักปรารถนาดี ที่จะแผ่ให้ตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลาย
มีเมตตาเป็นประธาน เป็นตัวนำ

สติเป็นตัวระลึก เพื่อต้องการให้เมตตาโดดเด่น ให้เกิดความรัก ความปรารถนาดี เอื้ออาทร และเมตตา เป็นอธิจิตตสิกขา ที่จะสามารถทำให้สมาธิแนบแน่นระดับอัปปนาสมาธิ ยังปฐมฌาน ทุติยฌาน และตติยฌานให้ตั้งขึ้น

ฉะนั้นจะเห็นว่า เมตตาไม่ใช่การอุทิศ
แต่เป็นการแผ่เพื่อให้จิตเกิดความตั้งมั่น
เป็นอธิจิตตสิกขา เป็นอัปปนาสมาธิ

การอุทิศส่วนกุศล

ใช้ขณิกสมาธิ คือ สมาธิขั้นธรรมดา ในการให้ทานแล้วอุทิศ หรือสวดมนต์ไหว้พระ หรือเจริญกุศล ทำกิจกรรมฟังธรรม แสดงธรรมแล้วอุทิศ น้อมบุญที่เกิดขึ้นเพื่อให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย

การอุทิศส่วนกุศล มี ๒ ส่วน คือการน้อมกุศลที่เป็นไปกับรูปธรรม กับส่วนที่เป็นนามธรรม

  1. การน้อมกุศลที่ปรารภรูปธรรม

    เช่น ปรารถนาให้หมู่ญาติมิตรทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว ได้มีที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยา อาหาร จึงได้กระทำการให้ทานก่อนแล้วจึงอุทิศส่วนกุศลให้ เปรตญาติทั้งหลายเมื่อได้ทราบ จะต้องทำกุศลจิตให้เกิดแล้วอนุโมทนา เขาจึงจะได้รับสิ่งที่เหมาะสมแก่ภพของเขา เช่น อาหาร เสื้อผ้า วิมาน

    (ไม่ใช่ว่าถวายจีวรแล้ว เขาจะได้รับจีวร แต่จะเป็นการได้รับเสื้อผ้าที่เหมาะสม ในภพภูมิของเขา)

  2. การน้อมกุศลที่เป็นนามธรรม

    เช่น เมื่อเราฟังธรรม สาธยายธรรม หรือเจริญกุศลใด ๆ ศีล สมาธิ ปัญญา เกิดขึ้นในใจแล้ว เราก็น้อมกุศลเหล่านี้ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้ร่วมอนุโมทนา บุญจึงสำเร็จแก่เขา ที่ได้เห็นเราทำสิ่งที่ดีงาม จึงเป็นปัตตานุโมทนามัย ที่สามารถพัฒนาสู่ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิของเขาได้

นอกจากนี้ หากเราฟังธรรมแล้วน้อมกุศลที่เกิดขึ้นจากการฟังธรรมให้แก่หมู่สัตว์เหล่านั้น เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายก็จะรู้ว่า ท่านผู้นี้ฟังธรรมเวลาใด เมื่อถึงเวลาฟังธรรม บรรดาเทวดาที่รู้เห็นการกระทำ ก็จะน้อมมาฟังธรรมด้วย เขาก็มีใจชื่นชมยินดีว่าเราไม่ละเลย

มีเหตุแห่งการก่อบุญให้เกิดขึ้น แบ่งเป็น ๒ ส่วนดังกล่าวนี้
การอุทิศจึงต่างจากการเจริญเมตตา

การทำบุญใดที่จะเอื้อต่อการเจริญเมตตามากที่สุด

ที่จะทำให้เมตตาจิตเกิดได้ง่าย
อันดับแรกคือความเป็นผู้มีกุศลศีล
ศีลเป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม
ศีลไม่ใช่รูปแบบ แต่เป็นเพียงกติกา

หากจับสุนัขมาขังกรงไว้ สุนัขไม่ไปฆ่าสัตว์ ไม่ไปลักทรัพย์ แต่สุนัขนั้นก็ไม่ได้มีศีล เพราะสุนัขไม่มีเจตนาที่จะงดเว้นจากการฆ่า ไม่มีความตั้งใจที่จะทำศีลให้เกิดขึ้น
ฉะนั้น ศีลจริง ๆ เกิดจากความจงใจตั้งใจ ที่จะให้เกิดขึ้น
ศีลไม่ได้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่เกิดตอนที่กุศลจิตเกิดขึ้น

จะทำให้เมตตาจิตเกิดง่ายที่สุดต้องฝึกให้กุศลศีลเกิดขึ้นได้จริง ๆ ทั้งศีลที่เกี่ยวข้องกับ พ่อ แม่ ปู่ ตา ย่า ยาย โดยมากเราทำตามหน้าที่ ทำตามประเพณี ท่านเลี้ยงเรามา เราเลี้ยงท่านตอบ ทำกิจของท่าน ดำรงวงศ์ตระกูล ทำตนให้เหมาะสมแก่การเป็นทายาท เมื่อท่านล่วงลับทำบุญอุทิศให้แบบนี้ ได้รูปแบบ อาจจะไม่เป็นศีลก็ได้ ได้แค่วินัย หากใจไม่เกิดกุศล คนที่ได้ศีลระดับวินัยมีมาก แต่ถ้าทำไปด้วยความเครียด กลุ้มทุกข์ ได้แค่วินัย แต่ไม่เป็นศีล

ทำแล้วต้องได้ศรัทธา เชื่อมั่นว่าเป็นข้อฝึก ได้ความเพียร ได้สติ ได้กุศลจิต อันนี้จากวินัยจึงพัฒนาสู่ศีล
วินัยเป็นกฎเกณฑ์กติกา … ศีลเป็นธรรมะ

จะทำให้เมตตาจิตเกิดขึ้น ต้องทำให้ศีลเกิดขึ้น

การแผ่เมตตาไม่มีประมาณเป็นอย่างไร ถ้าเรายังเป็นมนุษย์ธรรมดา จะสามารถแผ่เมตตาไม่มีประมาณได้หรือไม่

เมตตาอัปปมัญญา แปลว่า ไม่มีประมาณ แผ่ไปอย่างไม่ได้จำกัดว่ากี่คน เช่น ขอให้หญิงทั้งหลาย ชายทั้งหลาย จงมีความสุขกาย สุขใจ และปลอดภัย
มนุษย์ทั้งหลาย จงมีความสุขกาย สุขใจ และปลอดภัย
อย่างนี้เรียกว่าแผ่ไปโดยไม่จำกัด

แต่การที่ใจของเราจะมีพลังขนาดนั้น ที่จะสามารถผนึกจนแผ่ไปไม่มีประมาณได้ แปลว่าใจต้องมีกำลังมาก เช่น แผ่ไปในทิศเหนือ หมู่สัตว์ทั้งหลาย สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายในทิศเหนือมีประมาณเท่าใด แผ่ไปทั้งหมดหาประมาณมิได้ ทั้งทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก เบื้องล่าง และทิศเบื้องบน แผ่ไปได้ไม่มีประมาณ

บางครั้งใจของเรายังไม่แข็งแรงพอ
ก็ทำจากเล็กไปจนรู้สึกว่าสุดลูกหูลูกตา
เป็นมนุษย์ก็แผ่ได้หากว่าใจมีพลัง

การเจริญเมตตาทำให้ตัดภพชาติได้หรือไม่

คำว่า “ภพ” การเกิดในกามภพ รูปภพ อรูปภพ
ไปด้วยกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ มีอยู่ตราบใด
อวิชชา ความไม่รู้
ตัณหา ความทะยานอยาก
อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น
ทำกรรม ปรุงแต่งเป็นสังขาร
ทำให้ได้ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
ทำให้ได้ขันธ์ ๕ เป็นสัตว์นรกบ้าง สัตว์เดรัจฉานบ้าง เปรตบ้าง อสุรกายบ้าง มนุษย์บ้าง เทวดาบ้าง
… นี้คือภพ นี้คือชาติ ที่ต้องเกิดบ่อย ๆ

เวลาเจริญเมตตา เมตตาตัด “โทสะ” โดยตรง
เมื่อโทสะไม่เกิด ราคะกับโมหะก็ไม่เกิดด้วย
เมื่อกิเลสไม่เกิด ก็ไม่ไปทำกรรมที่เป็นไปในวัฏฏะ
เจริญศีล ศีลก็ตัดกิเลส สมาธิก็ตัดกิเลส ปัญญาก็ตัดกิเลส
ศีล สมาธิ ปัญญา เมตตาตัดกิเลส ก็คือ ตัดภพ ตัดชาติ
ทานกุศล ศีลกุศลเกิดขึ้น กิเลสก็ละได้แบบตทังคปหาน
สมาธิที่เป็นเมตตาเกิดขึ้น กิเลสก็ละได้แบบวิขัมภนะ
พอจิตมีพลัง อ่อนโยน เยือกเย็น ตั้งมั่น มีพลัง นิวรณ์ธรรมสงบ
ต่อมาวิจัยแยกแยะจนสามารถจัดการกิเลสได้อย่างเด็ดขาด

นี้เป็นกระบวนการตัดภพตัดชาตินั่นเอง

ที่มา: หนังสือเจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดยธรรมสมทบ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ISBN 978-616-8325-04-9 หน้า ๑๕๒–๑๖๙