ตอบข้อสงสัยเรื่องเมตตา: ราคะ ความเห็นแก่ตัว เจโตวิมุตติ และเมตตาบารมี
เมตตามีศัตรูใกล้ชิดคือราคะ ผู้มีราคะให้เจริญเมตตาให้ตัวเองก่อนจนเป็นเมตตาแท้ แล้วเจริญเมตตาให้พระเถระ ครูอาจารย์ พ่อแม่ที่เคารพ ราคะจะหายทันที
ใจความสำคัญ
- เมตตามีศัตรูใกล้ชิดคือราคะ ผู้มีราคะอย่าเจริญเมตตาให้เพศตรงข้าม ให้เจริญเมตตาให้พระเถระ ครูอาจารย์ พ่อแม่ ที่เราเคารพ
- คนที่เจริญเมตตา จิตใจอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ มีปัญญามองสถานการณ์ออก คนที่จะเข้ามาหลอกก็ดูออก
- การมาปฏิบัติธรรมไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว เพราะมาเพื่อขัดเกลา ขจัดตัณหา มานะ ทิฏฐิ ไม่ใช่ปรนเปรออัตตาตัวตน
- เมตตาไม่ได้เป็นองค์มรรค แต่เป็นห้องประชุมของอริยมรรค บุคคลจึงบรรลุธรรมไม่ได้หากขาดอโทสะ คือ ขันติและเมตตา
- เมตตาเจโตวิมุตติ คือ ผู้เจริญเมตตาจนได้ฌาน ส่วนเมตตาบารมี คือ เมตตาในการดำเนินชีวิตของพระโพธิสัตว์
เจริญเมตตาแล้วราคะเกิดขึ้น ควรทำอย่างไร
เจริญเมตตาใกล้กับราคะ
เบื้องต้นสำหรับคนมีราคะห้ามเจริญเมตตาให้กับเพศตรงข้าม
ใจยังไม่เข้มแข็งจะเป็นราคะ ให้เจริญเมตตาให้ตัวเองก่อนจนเป็นเมตตาแท้
เมตตาแท้จะมีความรู้สึกรัก ปรารถนาดี เอื้ออาทร
เมตตาเทียมจะต้องการให้คนอื่นมาตอบสนองความต้องการของตนเอง
เมตตาเทียมต้องการสุขเวทนา แต่เมตตาแท้จะต้องการให้กระแสชีวิตของตนเองเข้าถึงเมตตาจริง ๆ
เวลาเจริญเมตตาเทียมไปหาเพศตรงข้าม
วิตกทำงาน ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์
วิจารเคล้าคลอ คิดถึง อธิโมกข์ตัดสินว่า สวยมาก ดีมาก
วิริยะเพียรพยายามให้ราคะเกิด
สมาธิตั้งมั่นในอารมณ์ที่ทำให้เกิดราคะ
เมตตามีศัตรูใกล้ชิด คือ ราคะ ต้องระวัง
ราคะมาในฐานะเหมือนมิตร ต้องระวัง
วิธีฝึก คือ เจริญเมตตาให้พระเถระ ครูอาจารย์ พ่อแม่ ที่เราเคารพ
ราคะจะหายทันที แล้วเราจะเห็นว่า เมตตาแท้เป็นรักและปรารถนาดี เอื้ออาทร เคารพ ชื่นใจสุขใจ จิตใจอ่อนโยนและนุ่มนวล
เจริญเมตตาแล้วจิตใจอ่อนโยน ไว้ใจคนง่าย ทำให้ถูกหลอกง่าย
เมตตาไม่ใช่ไม่มีปัญญานำหน้า
คนที่เจริญเมตตา จิตใจอ่อนโยน ไม่ใช่อ่อนแอ
จิตใจแข็งแรง แต่ไม่ใช่แข็งกระด้าง
จิตใจมีพลังมาก มีปัญญามองสถานการณ์ออกหมด
เวลาเมตตาเกิดขึ้นในใจ จะมองกิเลสคนออก ว่าคนนี้มีราคะ คนนี้มีโทสะ คนนี้มีโมหะ คนนี้จริงใจหรือไม่จริงใจ
แต่ที่อ่อนแอ เพราะมันสลับ ระหว่างเมตตากับตัณหา เมตตากับทิฏฐิสลับกัน
รู้สึกว่าเราปฏิบัติธรรมแล้วต้องทำดีกับคนทุกคน แล้วเราต้องยอมกับคนทุกคน
กลายเป็นอ่อนแอด้านจิตใจไป
แต่เมตตาเป็นอโทสะ ความไม่โกรธเกิด แล้วขันติเกิดด้วย
ขันติมีปัญญาที่รู้เห็นตามความเป็นจริงเป็นเหตุใกล้ชิด
ปัญญาจึงคอยวิจัยแยกแยะ และรู้ว่าควรจะปฏิบัติต่อคนนี้อย่างไร
ดูสถานการณ์ออก คนที่จะเข้ามาหลอก ก็ดูออก
ตั้งกรุณาจิตและไม่ตามใจ
เพราะไม่อยากทำให้เขาต้องได้รับวิบัติใหญ่
ไม่อยากให้เขาต้องมาบาปที่มาหลอกคนมีศีล
ป้องกันอันตรายแก่เขาด้วย
ป้องกันตัวเราเองด้วยไม่ให้เสียหายด้วย
เมตตาตนเองแตกต่างจากความเห็นแก่ตัวหรือไม่ อย่างไร เช่น มาปฏิบัติธรรมแต่ต้องลางาน ผู้ที่ทำหน้าที่แทนเราต้องลำบาก
มาปฏิบัติธรรม แท้จริงแล้วไม่เรียกว่าเป็นการเห็นแก่ตัว
การเห็นแก่ตัว คือ ต้องการจะหลบ ต้องการจะไม่ทำงาน และไม่ได้ต้องการมาปฏิบัติ เช่น อยากไปเที่ยว อยากไปพักผ่อน อยากไปตอบสนองตัณหา มานะ ทิฏฐิ
อย่างนี้จึงเรียกว่า เห็นแก่ตัว
แต่การมาปฏิบัติธรรม เราต้องการมาขจัดความเห็นแก่ตัวออก ฝึกตนพัฒนาตนเองจริง ๆ
คนเห็นแก่ตัวไม่ได้อยากมาปฏิบัติ เพราะไม่ได้อย่างที่ตัณหาต้องการ
ตัณหาต้องการอยากได้อาหารดี ๆ เสื้อผ้าดี ๆ สิ่งแวดล้อมดี ๆ ต้องการปรนเปรออัตตาตัวตน
เวลามาปฏิบัติ มาเพื่อขัดเกลา ขจัดกิเลสออก ขจัดตัณหา มานะ ทิฏฐิ
ต้องมาฝึกตนเอง ไม่ให้ความอยากมากำกับ
ต้องพิจารณาให้ปัญญาเกิด การฝึกไม่ง่ายเลย
เพราะเหตุใดคนที่ไม่เจริญเมตตาจึงบรรลุธรรมไม่ได้
ขับเน้นที่อโทสะ
เมตตา องค์ธรรม ได้แก่ อโทสะ
เป็นองค์ธรรมเดียวกับขันติ
เมตตาเป็นตัวขันติสังวรด้วย
หากไม่มีขันติสังวร
ซึ่งเป็นห้องประชุมของบรรดากุศลธรรมทั้งหลาย
กุศลธรรมทั้งหลายก็ตั้งขึ้นไม่ได้
ศีลจะเข้าถึงความแข็งแรงและมั่นคงไม่ได้
ถ้าไม่มีอโทสะ คือ ขันติและเมตตา
สมาธิทั้งหลาย ก็ไม่สามารถมั่นคงและหนักแน่นได้
แม้อริยมรรคทั้งหลายที่จะประชุมและเกิดขึ้นมาได้
ก็ต้องอาศัยอโทสะ คือ ขันติหรือเมตตานี้
เมตตา ไม่ได้เป็นองค์มรรค แต่เป็นห้องประชุมของอริยมรรค
ดังนั้น บุคคลจึงบรรลุธรรมไม่ได้หากขาดสภาวธรรมนี้
เมตตาอัปปมัญญากับเมตตาเจโตวิมุตติต่างกันอย่างไร
เมตตาอัปปมัญญา
เป็นการเจริญเมตตา ที่มีความสงบแนบแน่นจนถึงอัปปนาสมาธิ เป็นฌานจิต แผ่ไปไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ ไม่เลือก ไม่เจาะจง
เมตตาเจโตวิมุตติ
เป็นชื่อของบุคคลที่เจริญเมตตาจนได้ฌาน ทั้งปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน
เมื่อได้ฌานแล้ว เรียกว่า เมตตาเจโตวิมุตติ
เพราะหลุดพ้นจากนิวรณ์ธรรม ทั้ง ๕ ด้วยอำนาจของปฐมฌาน
หลุดพ้นจากวิตกวิจารด้วยอำนาจของทุติยฌาน
หลุดพ้นจากปีติด้วยอำนาจของตติยฌาน
(เป็นเมตตาฌานที่ขับเน้นในมุมแห่งการหลุดพ้น)
เจโตวิมุตติ คู่กับคำว่า ปัญญาวิมุตติ
เจโตวิมุตติ แปลว่า หลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งใจ คือ สมถะ
ปัญญาวิมุตติ แปลว่า หลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งปัญญา คือ วิปัสสนา
เมตตาเจโตวิมุตติธรรมดา กับเมตตาเจโตวิมุตติที่ไม่กำเริบ
เมตตาเจโตวิมุตติธรรมดา บ่งบอกว่าได้เมตตาฌานแล้ว แล้วฌานนั้นยังไม่เสื่อม แต่ถ้าได้ฌานแล้ว เจริญฌานต่อ วิปัสสนาญาณต่อ จนบรรลุอริยมรรค อริยผล อย่างนี้เรียกว่าได้เมตตาเจโตวิมุตติด้วย และกิเลสไม่กำเริบ เพราะละกิเลสได้โดยเด็ดขาดด้วย
เมตตาพรหมวิหาร เมตตาในสัพพัตถกกรรมฐาน เมตตาในกรณียเมตตสูตร ต่างกันอย่างไร
สัพพัตถกกรรมฐาน
หรือชื่อเดิม คือ จตุรารักขกรรมฐาน เป็นกรรมฐานที่อารักขา
เป็นเมตตาที่มาเจริญในกิจทั้งปวงในการดำเนินชีวิต
แปลว่า จะต้องมีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม
และต้องมีใจที่เป็นไปกับเมตตา
เพื่อจะเป็นการสกัดกั้นไม่ให้โทสะมีอิทธิพล
เมื่อไปเจริญเมตตาพรหมวิหาร
สภาพจิตจะมีความแข็งแรงและสามารถพัฒนาได้จนถึงอัปปนาสมาธิ
เมตตาพรหมวิหาร
เป็นปาริหาริยกรรมฐาน
เป็นกรรมฐานที่ต้องบริหารให้ติดต่อและต่อเนื่อง
เพื่อให้ถึงอัปปนาสมาธิ
กรณียเมตตสูตร
เป็นกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยพระองค์เอง
มีกล่าวไว้ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ
สัพพัตถกกรรมฐานกับเมตตาพรหมวิหาร
เป็นกรรมฐานที่อยู่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค
อยู่ในชั้นของอรรถกถาหลังพุทธปรินิพพาน ๙๐๐ ปี
ซึ่งอรรถกถาจารย์ท่านดึงมาจากกรณียเมตตสูตรและพระสุตตันตปิฎก
นำมารวมให้เป็นระบบ และจัดหมวดหมู่กรรมฐานใหม่
เพื่อให้ละเอียดอ่อน กว้างขวาง เหมาะแก่ชนในยุคหลัง ๆ มากขึ้น
มีภาษาที่แตกต่างคือ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค จะใช้คำว่า
อะหังสุขิโต โหมิ, อะหังอะเวโร โหมิ
ส่วนในกรณียเมตตสูตรใช้คำว่า
สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
มาสรุปลงเป็นคำว่า สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย
เมตตาบารมีต่างจากเมตตาพรหมวิหารอย่างไร
เมตตาบารมี
เป็นการดำเนินชีวิตของพระโพธิสัตว์
เป็นสัพพัตถกกรรมฐานของพระโพธิสัตว์
เป็นหนึ่งในบารมี ๑๐
ตัวองค์ธรรมของเมตตาบารมี
เป็นตัวเดียวกันกับเมตตาพรหมวิหาร
แต่ความเข้มข้นมากกว่า
จากการฝึกเมตตาตั้งแต่ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ จนกลายเป็นเนื้อเป็นตัว
จนมีพลังของเมตตาอย่างเหลือล้น
อัธยาศัยของพระโพธิสัตว์ ขณะที่ท่านดำเนินชีวิต
ท่านจึงมีการแผ่เมตตาจิตไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย
ไม่ใช่แค่เพียงนั่งแผ่เมตตาเท่านั้น
ในชีวิตจริง ๆ …
พระโพธิสัตว์ท่านจะต้องมีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม
ซึ่งถูกขับเน้นมาจากสัมมาสังกัปปะ
เป็นจิตที่ไร้กาม ไร้พยาบาท ไร้การเบียดเบียน
เป็นอัธยาศัยที่ท่านจะต้องฝึก
ต้องมีเมตตาต่อบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ทุกจำพวก ไม่เลือกหน้า เมตตากับสัตว์ทุกชนิด
จนสามารถทำลายเขตแดน ไม่มีประมาณ
โดยสรุป
เมตตาพรหมวิหารขับเน้นอัปปนาสมาธิ เป็นเมตตาฌานอย่างแท้จริง เรียกว่า “อัปปมัญญา”แต่เมตตาบารมีเป็นอุปจารสมาธิก็ได้ เป็นขณิกสมาธิก็ได้
ประพฤติ เมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ต่อสัตว์ทั้งหลาย
โดยมีเมตตาอัปปนาเป็นกำแพงอยู่เบื้องหลัง เป็นตัวขับเคลื่อนท่านจึงไม่หวั่นไหว ไม่สะทกสะท้าน เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ
และไม่ได้อยู่แค่เพียงฌาน แต่วิปัสสนาญาณเป็นตัวเกื้อหนุน
ท่านจึงรู้จักเมตตาว่าไม่ใช่สัตว์บุคคล เป็นแต่เพียงสภาวธรรมเท่านั้น
ช้างนาฬาคิรี
พระเทวทัตวางแผนจะประทุษร้ายพระพุทธเจ้า จึงได้มอมเหล้าช้างนาฬาคิรี ซึ่งเป็นช้างดุร้าย ด้วยสุราถึง ๑๖ กระออม จนคลุ้มคลั่ง แล้วปล่อยออกมายังทางดำเนินเสด็จบิณฑบาต
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแผ่เมตตาจิตไปสู่ช้างนาฬาคิรี ช้างนาฬาคิรีได้สัมผัสพระเมตตาจิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงมีจิตใจอ่อนโยนลง
บทสวดที่เกี่ยวข้อง
อ่านและสวดตามได้ในหนังสือสวดมนต์ของภาวนาราม
ที่มา: หนังสือเจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดยธรรมสมทบ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ISBN 978-616-8325-04-9 หน้า ๑๗๐–๑๗๙